
เชียร์ซื้อ KCE ขาย DELTA
ฉัตรชัย จินดารัตน์ นักวิเคราะห์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 39.70 บาท จากเดิมให้ราคา 31.60 บาท ขณะเดียวกันแนะนำให้ “ขายทำกำไร” หุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) จากเดิมแนะนำให้ “ซื้อ” พร้อมลดราคาเป้าหมายจาก 58.40 บาท จากราคาเป้าหมายเดิม 56.30 บาท
ฉัตรชัย จินดารัตน์ นักวิเคราะห์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 39.70 บาท จากเดิมให้ราคา 31.60 บาท ขณะเดียวกันแนะนำให้ “ขายทำกำไร” หุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) จากเดิมแนะนำให้ “ซื้อ” พร้อมลดราคาเป้าหมายจาก 58.40 บาท จากราคาเป้าหมายเดิม 56.30 บาท
นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดผลประกอบการของ KCE งวดไตรมาส 1 ปีนี้ จะทำระดับสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไรจากคำสั่งซื้อของลูกค้าที่ยังแน่นต่อเนื่อง และคาดว่าจะทำระดับสูงสุดใหม่อีกอย่างน้อย 2 ไตรมาสข้างหน้า รวมถึงจะยังเป็นหุ้นเติบโตสูงอีกในช่วง 34 ปีข้างหน้า จากโรงงานใหม่ที่ทยอยสร้างรายได้ต่อเนื่อง
“ผลของกำไรไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าเราคาดไว้เดิม จึงปรับประมาณการกำไรปกติขึ้น 21% ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39.70 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ และให้เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่ม” ฉัตรชัย กล่าว
ทั้งนี้ คาดรายได้ไตรมาสแรกปีนี้ ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 2,743 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรยังทรงตัวสูง คาดที่ 28.9% เราจึงคาดกำไรปกติไตรมาสแรกจะทำระดับสูงสุดใหม่อีกครั้งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ 391 ล้านบาท เติบโต 14% จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และ 154% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่องได้ถึงไตรมาสที่3 เป็นอย่างน้อย
เคซีอีฯ มีรายได้และกำไรนิวไฮมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ผ่านมา และไตรมาสแรกปีนี้ยังคงทุบสถิติสูงสุดใหม่จากคำสั่งซื้อของลูกค้ากลับมาหนาแน่นหลังจากที่ชะลอตามผลของฤดูกาลไปในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มหลักยังคงเป็นกลุ่มยานยนต์ที่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อคันมากขึ้น และยอดขายของรถยุโรปที่ถูกขายทั่วโลกยังเติบโตสูง และสินค้ากลุ่มอื่นเริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้นหลังกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจึงรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้น
หากคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกของเราเป็นจริงจะคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของประมาณการกำไรเดิมของเรา ทั้งนี้เพราะรายได้มีแนวโน้มดีกว่าที่ปริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 10% ในแง่ของรายได้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่คาดเติบโต 9% จึงปรับประมาณการขึ้นเป็นคาดเติบโต 12% และปรับสมมติฐานค่าเงินบาทเป็น 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดิม 31 บาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 28% จาก 27.1% ทำให้กำไรปกติปี 2557 เพิ่มขึ้น 21% เป็น 1,556 ล้านบาท เติบโต 48% รองจากบริษัท เอสวีไอ (SVI) แต่ SVI มาจากฐานที่ต่ำ ขณะที่ KCE มาจากฐานที่สูง และผลของการปรับประมาณการขึ้นทำให้ระดับลดลงเหลือพีอีเพียง 10.7 เท่า จากเดิมที่กว่า 12 เท่า ขณะที่คาดการณ์รายได้ของเราที่เติบโต 12% ค่อนข้างระมัดระวัง เพราะสูงกว่าเป้าหมายของบริษัทเพียง 2% ขณะที่ผู้บริหารระบุว่ามีแนวโน้มทำได้มากกว่าเป้า 5% ขึ้นไป จึงมีโอกาสที่ปรับประมาณการขึ้นได้อีก
จากผลของการปรับประมาณการขึ้นและการปรับใช้พีอีในการประเมินมูลค่าที่ 14 เท่า จากเดิม 13 เท่า เช่นเดียวกับ SVI เนื่องจากเราให้ความเป็นพรีเมียมกลุ่มในเรื่องของความมั่นคงของรายได้และการเติบโตของกำไร ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39.70 บาท มี Upside Gain สูงขึ้นเป็น 31% และคาดเงินปันผลที่ 1.13 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 3.7% เป็นหุ้นเติบโตสูงอย่างน้อยอีก 34 ปีข้างหน้า จึงเป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ประเมินไว้อยู่ที่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเศรษฐกิจโลก
สำหรับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ คาดกำไรปกติงวดไตรมาสแรกปีนี้ ที่ 1,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาส 4 และเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัวทั้งที่เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกและช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการเปลี่ยนโมเดลสินค้าทำให้คำสั่งซื้อล่าช้าราว 4 เดือน แม้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการระยะยาว แต่ปัจจุบันราคาตลาดสูงกว่าราคาเป้าหมายแล้วราว 5%
“เรายังไม่เห็นประเด็นบวกใหม่หนุนการเก็งกำไรได้ในช่วง 36 เดือนนี้ นอกจากประเด็นการแตกพาร์หุ้น ซึ่งไม่มีผลต่อปัจจุบันพื้นฐานและยังมีความไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราจึงลดคำแนะนำเป็นขายทำกำไร” ฉัตรชัย ระบุ
ทั้งนี้ คาดรายได้งวดไตรมาสแรกที่ 312 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทที่ 9,984 ล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 5% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ยังคงเป็นกลุ่ม Data Center ที่ยังคงเติบโตและอัตรากำไรขั้นต้นกลับมาที่ 27% ใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ปี 2556 หลังจากที่มีการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือทำให้อัตรากำไรไตรมาส 4 ลดลง
อย่างไรก็ตาม DELTA ยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุนภายในอย่างต่อเนื่อง จึงคาด SG & A/Sales อยู่ที่ 14.4% จาก 15.4% ในไตรมาส 4 และ 14.9% ในไตรมาสแรก ปี 2556 ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% จาก 12.1% คาดมีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน Delta Greentech ราว 214 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิ 1,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 1,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% และ 2%
แนวโน้มผลประกอบการทรุดตัวทั้งจากไตรมาสแรกปีนี้และไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสินค้ากลุ่ม Data Center มีการเปลี่ยนโมเดลใหม่ ซึ่งปกติการเปลี่ยนแปลงโมเดลจะส่งผลให้คำสั่งซื้อจากลูกค้าล่าช้าไปจากเดิมราว 4 เดือน ทำให้กระทบรายได้ในไตรมาส 2 ขณะที่อินเดียจะมีการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน ซึ่งจะทำให้การลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมชะลอไประยะหนึ่ง โดยประเมินกำไรปกติ ไตรมาส 2 อาจลดลงเหลือต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทได้ แต่คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ต่ำที่สุดของปี และครึ่งปีหลังผลประกอบการจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง แต่อยู่ในประมาณการของเราแล้ว
“เราปรับประมาณการรายได้สินค้าในกลุ่ม Data Center ลงราว 5% กระทบรายได้รวมลดลงราว 3% กระทบกำไรปกติลดลงจากประมาณการเดิม 3% เป็น 5,405 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อ้างอิงพีอีที่ 13 เท่าเช่นเดิมได้ราคาเป้าหมาย 56.30 บาท ซึ่งราคาตลาดสูงกว่าราคาเป้าหมาย 5% เราประเมินราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงจากการอ่อนแอของผลประกอบการไตรมาส 2 และเงินปันผลจ่ายปีละครั้ง จึงหมดประเด็นเก็งกำไรใหม่ในช่วง 36 เดือนจากนี้ไปจึงลดคำแนะนำเป็น ขายทำกำไร เปลี่ยนตัวเล่นไปยัง SVI หรือ KCE” ฉัตรชัย ระบุ







