
แผนพีดีพีใหม่ก๊าซฯหด-ถ่านหินมาแรง
แม้ปัจจุบันการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผนพีดีพีฉบับใหม่ (ทบทวนครั้งที่ 4) ปี 2556-2573
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
แม้ปัจจุบันการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผนพีดีพีฉบับใหม่ (ทบทวนครั้งที่ 4) ปี 2556-2573 ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่สาระของแผนพีดีพีได้ให้ความสำคัญกับการจัดการเชื้อเพลิงที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น
โดยเฉพาะแผนพีดีพีฉบับใหม่ตั้งเป้าหมายการลดสัดส่วนใช้ก๊าซธรรมชาติลงจากขณะนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 70% ให้มาอยู่ที่ระดับ 40-50% เนื่องจากไทยเริ่มมีข้อจำกัดของแหล่งก๊าซที่มีปริมาณสำรองลดลงในช่วง 57 ปีข้างหน้า หากยังไม่สามารถหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ มาทดแทนเพิ่มเติมได้
ครั้นจะหวังพึ่งพาแหล่งก๊าซจากภายนอก เช่น แหล่งก๊าซในพม่า ก็พบข้อจำกัดที่ว่าพม่าไม่อาจเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่แผนการหยุดซ่อมท่อก๊าซจากพม่าหรืออ่าวไทยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน และส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในบางช่วง
“แหล่งก๊าซมีแผนหยุดซ่อมบำรุงทุกๆ ปี จึงจำเป็นต้องมีแผนการสำรองเชื้อเพลิงอื่นมารองรับไว้ เช่น น้ำมันเตา หรือน้ำมันดีเซล ซึ่งมีผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า ดังนั้น แนวทางหนึ่งในการลดการพึ่งพาก๊าซ คือ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้จะถูกต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอก็ตาม” สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว
สุนชัย ยังระบุว่า แม้ไทยจะสามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศได้ในปริมาณ 510 ล้านตันต่อปี ตลอดแผนพีดีพี แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนราคาแอลเอ็นจีที่จะเริ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม
นี่ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากไทยยังคงพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้ามากจนเกินไป
“แผนพีดีพีใหม่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอแก่ความต้องการ สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ รักษาระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่น้อยกว่า 20% ลดการพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้า” เสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ให้ข้อมูล
ทว่า หากโฟกัสไปที่แผนการลดการพึ่งพาก๊าซและกระจายการผลิตไฟฟ้าไปใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ นั้น สนพ.เตรียมแผนสำรองไว้หลายกรณี ได้แก่
1.แผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน คงแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในช่วงปลายแผนพีดีพีฉบับปรับปรุง และลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลง 5,000 เมกะวัตต์ 2.แผนคงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซไว้เท่าเดิม และ 3.กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นไม่ได้ก็จะใช้วิธีซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น ลม แสงอาทิตย์
เพราะ สนพ.ตลอดจน กฟผ.เข้าใจดีว่าการปรับทิศทางการผลิตไฟฟ้าไปในทางใดทางหนึ่งมีทั้งการสนับสนุนและต่อต้าน
เช่น แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ที่ จ.กระบี่ ขนาด 4,400 เมกะวัตต์ ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความเห็นและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ จึงทำให้โครงการยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ตามปริมาณประชากรและภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ในช่วง 1-2 ปีนี้ น่าจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญต่อนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่ง กฟผ.ให้ข้อมูลว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก และราคามีเสถียรภาพมากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ
แต่หากจะผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนานใหญ่ แน่นอนว่าจะต้องเจอแรงต้านมหาศาล







