
ธุรกิจ Co-working space โอกาสใหม่ในเออีซี ตอน 2
จุดกำเนิด HUBBA Thailand
จุดกำเนิด HUBBA Thailand
จากหนังสือ The World is Flat ของ Thomas L. Friedman ที่อธิบายพัฒนาการของ Globalization 1.0 เมื่อโลกถูกลดขนาดจากขนาดใหญ่เป็นขนาดกลางด้วยพลังของยุคล่าอาณานิคมที่ต้องการแสวงหาปัจจัยการผลิต ต่อมาเข้าสู่ยุค Globalization 2.0 ที่เสมือนโลกถูกย่อจากขนาดกลางให้เป็นขนาดเล็ก จากพลังของบริษัทขนาดใหญ่จากตะวันตกที่เข้ามาแสวงหาตลาดและแรงงานในซีกโลกตะวันออก และมาถึงยุค Globalization 3.0 ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2000 เมื่อโลกถูกย่อให้ลดขนาดเหลือใบจิ๋ว ด้วยพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงกันได้ทั่วโลก
กล่าวได้ว่า ปัจจุบันน่าจะเป็นยุค Globalization 3.1 ที่เป็นพัฒนาการอีกขั้นย่อมๆ เมื่ออินเทอร์เน็ตได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในการสื่อสารทั่วโลก ส่งผลให้ต้นทุนการส่งเอกสาร ภาพ หรือข้อมูลลดลงอย่างมหาศาล ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงาน เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันความรู้และการร่วมงานกันระหว่างคนที่อยู่ต่างสถานที่ ต่างเวลา ต่างงานกัน ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของการสร้างสรรค์ในลักษณะต่างๆ เช่น “Opensourcing” ดังตัวอย่างการเปิดให้ใช้โปรแกรม Linux ฟรีแก่คนทั่วไป หรือการเปิดให้มีการเข้าถึงและพัฒนาโปรแกรม Android ร่วมกันได้ทั้งโลก รวมไปถึงก่อให้เกิดแนวโน้มของการทำงานในลักษณะ “Outsourcing” ที่การทำงานของบริษัทสามารถแยกออกไปทำนอกบริษัทในที่อื่นได้ ส่งผลให้เกิดอาชีพอิสระ “Freelance” ขึ้นมากมาย
การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้นำไปสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจร่วมแบ่งปัน” (Sharing Economy) ซึ่งเป็นกระบวนการร่วมและแลกเปลี่ยนงานและความรู้กันทั่วโลกโดยไม่ขึ้นกับความแตกต่างระหว่างระยะทาง (Space) และระยะเวลา (Time) หรือแม้กระทั่งภาษา (Language) โดย “Sharing Economy” มีแนวคิดว่า “ทุนนิยม” ไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ “บริโภค นิยม” (Consumerism) เสมอไป หากเติม “ปัญญา” (Intelligence) เข้าไป เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องครอบครองทรัพย์สินเฉพาะส่วนตน เนื่องจากสามารถร่วมแบ่งปันสิ่งของ เครื่องใช้ และถาวรวัตถุเหล่านี้ร่วมกันได้ รวมไปถึงเทคโนโลยี ความรู้ และทักษะต่างๆ เช่น ออฟฟิศ ห้องพัก รถยนต์ ที่คนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ ก็นำมาแชร์บนโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ต้องการใช้ (User) และเจ้าของทรัพย์สิน (Owner) เชื่อมต่อกันและแบ่งใช้ทรัพย์สินหรือทักษะเหล่านั้น โดยจ่ายเป็นค่าเช่า ค่าบริการ หรือสิ่งของตอบแทน (In kind) เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มต้นทุน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวได้ว่า จะช่วยยกระดับสวัสดิการสังคมโดยรวมให้สูงขึ้น
ตัวอย่างธุรกิจที่รู้จักกันดีในอเมริกา เช่น ธุรกิจแชร์ที่พักairbnb รถยนต์Zipcar จักรยานbicing เสื้อผ้าเด็กใช้แล้วthredUP เป็นต้น สิ่งที่น่าหลงใหลของเศรษฐกิจร่วมแบ่งปัน คือ ท้ายที่สุดราคาค่าบริการจะต่ำลง ทุกคนได้ประโยชน์ เพราะสามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ในราคาเบาๆ
สำหรับในประเทศไทย ธุรกิจในเศรษฐกิจร่วมแบ่งปันที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ธุรกิจแบ่งปันสถานที่ทำงานอย่าง HUBBA Thailand ที่เป็น Coworking space แห่งแรกของไทย ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท 63 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS เอกมัย เพียง 5 นาที
คุณอมฤต เจริญพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร HUBBA Thailand เล่าให้ฟังว่า จุดกำเนิดของธุรกิจนั้นมาจากการประสบปัญหาของตัวเองที่ไม่สามารถหาที่ทำงานได้ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้ต้องไปนั่งทำงานตามห้องเช่าและร้านกาแฟ แต่กลับพบปัญหาความไม่สะดวกต่อการทำงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวก หรือหากไปใช้บริการร้านกาแฟบางครั้งลูกค้าแน่น ไม่สะดวกในการพูดคุยงานกับลูกค้า
ทำให้มองเห็นช่องว่างทางธุรกิจตรงนี้ ดังนั้น จึงศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้พบว่าแนวโน้มธุรกิจใหม่ในยุคเศรษฐกิจร่วมแบ่งปันเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลก เมื่อรวมกับแนวโน้มอื่นๆ เช่น การทำงานยุค Work 3.0 ที่ผู้คนต้องการทำงานได้โดยไร้ข้อจำกัดด้านสถานที่ เวลา ตลอดจนอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ การเติบโตของกลุ่มอาชีพอิสระ (Freelance) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก การเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ด้านเทคโนโลยี (Startup) ที่กำลังเฟื่องฟู รวมถึงสถิติการใช้งานเทคโนโลยียุคดิจิทัลของคนไทยที่โดดเด่นติดอันดับโลก ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส (Window of Opportunity) ที่กระตุ้นให้คุณอมฤตและผู้บริหารท่านอื่นก่อตั้งธุรกิจออฟฟิศร่วมแบ่งปันแห่งแรกขึ้นในประเทศไทย ที่ชื่อ “HUBBA Thailand” (โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับหน้า)







