
หนี้รากหญ้าสะดุด
ตัวเลขผิดนัดชำระเริ่มขยับสูงขึ้นธปท.สั่งจับตาก่อนกระทบวงกว้าง
ตัวเลขผิดนัดชำระเริ่มขยับสูงขึ้นธปท.สั่งจับตาก่อนกระทบวงกว้าง
ธปท.จับตาครัวเรือนที่มีหนี้แต่รายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท หวั่นเศรษฐกิจชะลอ ชำระหนี้ไม่ได้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่มีหนี้สินที่น่าเป็นห่วงนั้น ยังเป็นครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนลงไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังคงชะลอตัวต่อ เนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อเข้ามากระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ของครัวเรือน โดยในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นเป็น 82.3% สูงขึ้นจาก 80% ในไตรมาส 3 ของปี 2556 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ธปท.กำลังติดตามว่า ในไตรมาสแรกปีนี้พบว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
“หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจริง แต่ถ้าดูสัดส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือนแล้ว พบว่าอัตราการขยายตัวของสินเชื่อเหล่านี้ลดลง จากที่เคยขยายตัวประมาณ 19-20% ในปีที่แล้ว มีอัตราลดลงเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ประมาณ 9% ในช่วงต้นปีนี้ ขณะที่แบงก์มีความระมัดระวังคุณภาพสินเชื่อมากขึ้น บวกกับประชาชนผู้บริโภคเองก็ระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย” นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท.ยังคงติดตามตัวเลขการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่เริ่มขาดการผ่อนชำระ 12 เดือน มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้ที่มีการผิดนัดมากกว่า 3 เดือน เพราะเอสเอ็มจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ได้รวดเร็วกว่า
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าขณะนี้ตัวเลขสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ และเอ็นพีแอลของภาคครัวเรือนอยู่ในสภาพที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสัดส่วนหนี้ต่อทุนยังอยู่ในระดับประมาณ 12 เท่า ยังต่ำเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนสูงถึง 89 เท่า
ทั้งนี้ จากข้อมูลการประเมินภาวะเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินของ ธปท. ล่าสุด ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธปท.เห็นสัญญาณความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมืองที่ชุมนุมมายาวนานบ้างแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเริ่มกระทบรายได้ของภาคครัวเรือนมากขึ้น
นอกจากนี้ บรรยากาศการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยังทำให้มีความไม่แน่นอนต่อการทำงานในอนาคตของแรงงาน จึงต้องจับตาความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ จนส่งผลต่อการขยายตัวในระยะต่อไป







