
ท่าเรือเชียงแสน2ช้า คมนาคมเร่งจบปี’54
โพสต์ทูเดย์
— คมนาคมระบุ เชียงแสน 2 ช้า เหตุติดขัดขุดร่องน้ำพบหินมากต้องใช้เครื่องมือหนัก แต่ปลายปี 2554 เสร็จนายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการตรวจเยี่ยมการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 ว่า งานก่อสร้างขณะนี้คืบหน้าเพียง 30% ล่าช้ากว่าแผน 2% เนื่องจากมีพื้นที่ที่ต้องขุดดินและขุดร่องน้ำขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยหินจำนวนมาก ส่งผลให้งานเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ามีแผนที่จะก่อสร้างเขื่อนรอบเกาะช้างตาย ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เห็นชอบด้วย ซึ่งกรมเจ้าท่าของบประมาณปี 2554 ไป 45 ล้านบาท คาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามแผนปลายปี 2554 ตามสัญญาการก่อสร้าง 32 เดือนแน่นอน
นายพงษ์วรรณ จารุเดชา รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ กล่าวว่า บริษัท พอร์ท แอนด์ มารีน คอร์ปอเรชั่น (พี.เอ.เอ็ม.) ซึ่งก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้เสนอราคาต่ำสุด ค่าก่อสร้างกว่า 1,546 ล้านบาท หลังก่อสร้างแล้วเสร็จการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้ได้หารือเรื่องการขุดลอกลำน้ำบริเวณท่าเรือฯ ว่าใครจะเข้ามารับผิดชอบ เพราะจะต้องขุดลอกดินในร่องน้ำ ปีละ 2.8 แสนคิว ซึ่งกทท.เห็นชอบให้ ส่วนกรมเจ้าท่าดำเนินการขุดลอกดินในร่องน้ำปีละ 2.8 แสนคิว โดย กทท.จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
นายถวัลย์รัฐ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องยกให้กทท.บริหารท่าเรือเพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย หากในพื้นที่ตามพ.ร.บกระจายอำนาจฯ จะต้องให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดำเนินการ แต่ท่าเรือเชียงแสน 2 นั้นเป็นของประเทศ ดังนั้น จึงได้ขอยกเว้นประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวและกทท.เข้ามาดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของไทย
“
ทางการท่าเรือฯ ห่วงเรื่องการเข้ามาบริหารงานในเชียงแสน 2 เช่นกัน เพราะผู้อำนวยการกทท.จะต้องถูกประเมินผลงานด้วยตัวเลขผลกำไร หากการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชียงของห้วยทราย และถนน R3A ฯลฯ แล้วเสร็จ เกรงว่าจะไม่มีผู้ขนส่งสินค้าทางเรือเข้ามา แต่จากการสำรวจของกรมเจ้าท่า พบว่าผู้ประกอบการนิยมขนส่งสินค้าทางเรือมากกว่า เนื่องจากต้นทุนถูกกว่ามาก” นายถวัลย์รัฐ กล่าวสำหรับท่าเทียบเรือเชียงแสน 2 จะรับรองเรือสินค้าได้พร้อมกันถึง 10 ลำ บรรทุกลำละ 350 ตัน โดยเรือแต่ละสามารถบรรทุกสินค้าได้ประมาณ 350 ตัน/ลำ ซึ่งในอนาคตกรมเจ้าท่าจะมีการพัฒนาบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเข้าท่าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ท่าเรือดังกล่าวสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ประมาณ 6 ล้านตันต่อปี
นายพงษ์วรรณ กล่าวว่า ความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงในปี 53 และในอนาคตด้วยนั้น อาจจะทำให้เรือขนส่งสินค้าเข้าออกลำบาก เรื่องนี้ขอยืนยันว่าไม่ใช้ความจริง เพราะจากสถิติปริมาณน้ำและระดับน้ำในแม่น้ำโขงปีที่มีระดับน้ำน้อยและต่ำที่สุดคือปี 2542 ปี 2545 และปี 2547 รวมทั้งการสร้างเรือปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากคือกินน้ำตื้นและมีขนาดกว้าง ดังนั้น ระดับที่เพิ่มหรือลดลง ไม่น่าจะกระทบต่อการเข้ามาใช้บริการ องผู้ประอบการขนส่งแต่อย่างใด







