
Sri Mulyani Indrawati สตรีเหล็กแห่งการคลังของอินโดนีเซีย
.....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2553 มีข่าวสำคัญ คือ นาง Sri Mulyani Indrawati ซึ่งมีอายุเพียง 47 ปี และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซียมาตั้งแต่ปี 2548 ได้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของธนาคารโลก ซึ่งมีข่าววงในเกี่ยวกับเบื้องหลังว่าประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ของอินโดนีเซีย ได้โทรศัพท์ไปหาผู้อำนวยการใหญ่ของธนาคารโลกเพื่อทาบทามเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการดับฉนวนความขัดแย้งทางการเมือง
สำหรับประวัติของเธอ จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Universitas Indonesia ปี 2529 ปริญญาโทและปริญญาเอกจาก University of Illinois at UrbanaChampaign ปี 2535 เป็นที่ปรึกษาโครงการช่วยเหลือของสหรัฐต่ออินโดนีเซียและเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่ Andrew Young School of Policy Studies แห่ง Georgia State University จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2545
–2547ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐด้านการวางแผนพัฒนาประเทศเมื่อปี 2547 ขณะที่อายุ 41 ปี ก่อนย้ายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปี 2548 ขณะที่อายุเพียง 42 ปี โดยทำการเธอได้ปฏิรูปครั้งใหญ่จนเมื่อเดือน ส.ค. 2551 นิตยสาร Forbes ยกย่องเธอว่าเป็นสุภาพสตรีที่มีอิทธิพลสูงสุดในทวีปเอเชียและเป็นอันดับที่ 23 ของโลก
ผลงานสำคัญ เป็นต้นว่า ประการแรก ปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะในกรมสรรพากรและกรมศุลกากร อาทิ การย้ายอธิบดีกรมสรรพากรออกจากตำแหน่ง รวมถึงอนุญาตให้หน่วยงาน ป.ป.ช. ไปจู่โจมตรวจค้นการทำงานของศุลกากรในด่านต่างๆ ทำให้สามารถจับกุมข้าราชการศุลกากรที่รับเงินสินบนอย่างคาหนังคาเขาเป็นต้นว่า พบว่าคนหนึ่งถือเงินสดมากถึง 1.5 ล้านบาท
จากความพยายามดังกล่าว ทำให้ดัชนีคอร์รัปชัน Corruption Perception Index ของอินโดนีเซียปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมปี 2548 ก่อนเธอดำรงตำแหน่ง อยู่ที่ระดับ 2.2 เพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ในปี 2542 แม้ว่าคะแนนจะน้อยกว่าไทย แต่ไทยปรับตัวลดลงจาก 3.8 ในปี 2548 เหลือ 3.4 ในปี 2552
ประการที่สอง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดกฎระเบียบต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นต้นว่า ปี 2549
–2551 เติบโตเฉลี่ย 6% สำหรับในปี 2552 แม้ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่อินโดนีเซียเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราบวก โดยเติบโตในอัตรา 4.6% และในปี 2553 คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 5.6%ประการที่สาม รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดหนี้สาธารณะจากเดิมสูงถึง 60% ของ GDP ลดลงเหลือ 30% ของ GDP ซึ่งนับว่าแตกต่างจากไทยที่มีเป้าหมายว่าในอนาคตอาจจะเพิ่มเป็น 60% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการอย่างตรงไปตรงมา ได้สร้างความไม่พอใจแก่บรรดานักการเมือง โดยเฉพาะนาย Aburizal Bakrie หัวหน้าพรรค Golkar ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของอินโดนีเซีย เกี่ยวกับการปฏิเสธที่จะช่วยเหลือไม่ให้ราคาหุ้นในบริษัท Bumi Resources ลดต่ำลงในช่วงวิกฤต รวมถึงการสอบสวนการหนีภาษีธุรกิจกลุ่ม Bakrie
จากความเคียดแค้นข้างต้น บรรดานักการเมืองของอินโดนีเซียพยายามจะขับเธอออกจากตำแหน่ง โดยสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเมื่อเดือน มี.ค. 2553 ว่าการที่กระทรวงการคลังเข้าไปช่วยเหลือธนาคาร Bank Century เมื่อปี 2551 เป็นเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกำหนดให้สอบสวนผู้รับผิดชอบ รวมถึงตัวเธอด้วย ทำให้ประธานาธิบดีต้องเข้าไปเป็นคนกลางสงบศึก
การลาออกครั้งนี้ ทำให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซียร่วงลงมากถึง 3.8% เนื่องจากภาคธุรกิจเห็นว่าเธอเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นพลังสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเกรงว่าบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเทียบเท่าเธอ







