
หวั่นทุนจีนคิดปันใจ
ปมการเมืองเรื้อรังเสน่ห์เพื่อนบ้านฉุดแนวโน้มลงทุนในไทยโตลดลง
ปมการเมืองเรื้อรังเสน่ห์เพื่อนบ้านฉุดแนวโน้มลงทุนในไทยโตลดลง
แนวโน้มจีนลงทุนไทยโตลดลง เหตุการเมืองกระทบความเชื่อมั่น ส่อปันใจให้พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย
นายไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานสภาธุรกิจไทยจีน เปิดเผยว่า ในปี 2557 การลงทุนของจีนในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ลดลง เนื่องจากปัญหาทางการเมืองในประเทศ ทำให้นักลงทุนลังเลที่จะเข้ามาทำธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ได้รับคำบอกเล่าจากนักธุรกิจจีนว่าการขอวีซ่าเข้าไทยค่อนข้างยาก ใช้เวลาและขั้นตอนที่ซับซ้อน ทั้งๆ ที่สองประเทศมีแนวโน้มจะยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน
ทั้งนี้ การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 23 ล้านคน อาจทำให้ขั้นตอนการขอวีซ่ายุ่งยากมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือวีซ่านักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ต้องเดินทางเข้ามาในเมืองไทยนั้น หากทำได้ยากก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนได้
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจีนมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดกับจีน ได้แก่ พม่า เวียดนาม ซึ่งเดินทางสะดวกสามารถเข้าไปทางรถหรือรถไฟได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องโดยสารเครื่องบิน ซึ่งคนจีนเริ่มกลัวการขึ้นเครื่องบินมากขึ้น
นอกจากนี้ อินโดนีเซียก็กำลังเนื้อหอมมากสำหรับนักลงทุนจีน ส่วนใหญ่สนใจเข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน รวมทั้งอินโดนีเซียยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีน และอินโดนีเซียคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว ทำให้จีนสนใจเข้าไปในอินโดนีเซียมากขึ้น
“ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยยังมี แต่ไม่มั่นคงเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนมากมายทั้งประเทศที่ติดชายแดนและประเทศที่มีตลาดใหญ่ รวมถึงมีทรัพยากรที่จีนต้องการ แต่ในช่วงที่มาเลเซียกับจีนมีปัญหา และอินโดนีเซียกำลังจะเลือกตั้งใหม่ หากไทยเคลียร์ปัญหาภายในได้ก็มีโอกาสที่จะดึงนักลงทุนจีนกลับมา” นายไพรัช กล่าว
อย่างไรก็ตาม จีนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 มีจำนวน 3 โครงการ มูลค่า 1,461 ล้านบาท โดยมีโครงการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนขนาดใหญ่ ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 2556 มี 3 โครงการ มูลค่า 722 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 2556 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 45 โครงการ มูลค่า 4.25 หมื่นล้านบาท







