
พาณิชย์หืดจับฝ่ามรสุมการเมืองเข็นส่งออกโต 5%
สถานการณ์ส่งออกสินค้าไทยในช่วงโค้งแรกของปี 2557 พบว่า การส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 3.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
สถานการณ์ส่งออกสินค้าไทยในช่วงโค้งแรกของปี 2557 พบว่า การส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 3.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวในอัตราเพียง 0.2% ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกที่กลับมาฟื้นตัวจะเป็นแรงหนุนให้ส่งออกไทยขยายตัวได้ 5%
“แนวโน้มการส่งออกไทยในไตรมาส 2 อาจยังไม่ดีมาก เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ซึ่งต้องรอดูการแก้ไขในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ยังมีปัญหาในด้านปริมาณผลผลิตและราคาตกต่ำ” นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุ
นันทวัลย์ อธิบายว่า ปีที่ผ่านมากลุ่มส่งออกสินค้าเกษตรพบว่ามีปัญหา โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง ที่เจอปัญหาโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง และส่งผลให้การส่งออกในกลุ่มกุ้งแช่แข็งและแปรรูปติดลบ 8.3% ส่วนปีนี้แม้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนยังมีอยู่ แต่ก็คาดว่าปริมาณผลผลิตกุ้งจะปรับตัวดีขึ้น เพราะมีการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กุ้งจากเวียดนามและอินเดียเข้ามาเลี้ยง ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตในการส่งออก
สำหรับราคาสินค้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ก็ประสบปัญหาผลผลิตลดลงเช่นกัน เนื่องจากโรงงานผลิตไก่ปิดกิจการไป 2 แห่ง แต่ นันทวัลย์ ก็ยังคาดหวังว่าจะมีโรงงานไก่เกิดขึ้นทดแทนเร็วๆ นี้
ขณะที่ผลิตผลยางพาราและน้ำตาล ที่วันนี้ประสบปัญหาราคาตลาดโลกตกต่ำ โดยราคาน้ำตาลช่วงต้นปีลดลง 35% ส่วนราคายางพาราปรับตัวลดลง 39% จากช่วง 3-4 ปีก่อนที่ราคาเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่ก็ยังหวังว่าราคาจะกลับมาดีขึ้นในปีหน้า
ในสถานการณ์ที่ปริมาณและราคาสินค้าเกษตรหลักๆ ของไทยประสบปัญหารอบทิศ แต่นั่นไม่ได้ทำให้กระทรวงพาณิชย์ลดเป้าหมายส่งออกปี 2557 จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัวไว้ที่ 5%
นันทวัลย์ ระบุว่า สินค้าที่เป็นพระเอกในการผลักดันส่งออกปีนี้ คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทั้ง 3 รายการมีสัดส่วนการส่งออกไทย 37% ของการส่งออกรวม
สิ่งที่ทำให้ นันทวัลย์ มั่นใจเช่นนั้น เป็นเพราะตัวเลขการส่งออกสินค้า 3 กลุ่มหลักมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาก ได้แก่ การส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 2 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 8% กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7.5% และกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 2.3% จึงคาดว่าในปีนี้การส่งออกใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% และจะขับเคลื่อนให้การส่งออกขยายตัวในระดับน่าพอใจ
“สาเหตุที่การส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี มาจากความต้องการในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจในตลาดหลักทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ประกอบกับค่าเงินบาทไทยอ่อนมาอยู่ที่ 32.79 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยปรับตัวดีขึ้น” นันทวัลย์ ประเมิน
ส่วนมุมมองตลาดส่งออกปีนี้นั้น นันทวัลย์ มองว่า “แนวโน้มตลาดส่งออกยังสดใส”
โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดหลักจะกลับมาขยายตัวดีขึ้น ส่วนตลาดศักยภาพสูง เช่น อาเซียน อินเดีย ส่วนตลาดจีนแม้ว่าจะลดความร้อนแรงลง แต่การส่งออกสินค้าไทยไปจีนน่าจะขยายตัวได้ 7% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะผลักดันให้การส่งออกขยายตัวตามเป้า
“เราไม่ได้กังวลเรื่องเศรษฐกิจภายในของจีนที่จะชะลอ และเรามีแผนที่จะเพิ่มสำนักงานทูตพาณิชย์ในจีนอีก 1 แห่ง” นันทวัลย์ ระบุ
แต่เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการส่งออกจะเติบโตตามเป้า นันทวัลย์ ได้สั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาบุกตลาดเป้าหมาย เช่น จีน อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา และกลุ่มประเทศซีไอเอส
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง นันทวัลย์ ระบุว่า น่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่อาจฉุดความเชื่อมั่นผู้ซื้อในต่างประเทศ การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งกรมจะมีการหารือกับภาคเอกชนทุกๆ 2 เดือน เพื่อประเมินสถานการณ์และอุปสรรคการส่งออกรายกลุ่มอุตสาหกรรม
ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นปีแห่งวิกฤตทางการเมืองปะทุต่อเนื่อง และทำให้เครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภค และการลงทุนเอกชนอยู่ในภาวะเครื่องยนต์ดับ
การส่งออกจึงเป็นความหวังเดียวในการเยียวยาเศรษฐกิจไทย แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไว้ใจไม่ได้ก็ตาม







