
‘มิยาบิ’ชะลอผุดสาขารับมือปัจจัยลบ
มิยาบิ รัดเข็มขัดฝ่าปัจจัยลบ ชะลอขยายสาขา หั่นงบตลาด พร้อมเดินหน้าอัดโปรฯ เร่งดันยอดขาย
มิยาบิ รัดเข็มขัดฝ่าปัจจัยลบ ชะลอขยายสาขา หั่นงบตลาด พร้อมเดินหน้าอัดโปรฯ เร่งดันยอดขาย
นายเตชิต หร่มระฤก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิยาบิ กริลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ปิ้งย่างภายใต้แบรนด์ โจเซน, มิยาบิ และมิยาบิ ไคเค็น เปิดเผยว่า จากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดจำนวนสาขาร้านอาหารในเครือที่จะเปิดให้บริการในปีนี้เหลือ 31-32 สาขา ภายใต้งบลงทุนที่ประมาณ 200 ล้านบาท จากเดิมมีแผนที่จะขยายสาขาที่ประมาณ 40 สาขา
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับลดงบการทำตลาดจาก 80 ล้านบาท เหลือ 50 ล้านบาท เพื่อใช้ทำกิจกรรมในสาขาต่างๆ ตลอดทั้งปี โดยแคมเปญที่กำลังดำเนินการเพื่อกระตุ้นยอดขายอยู่ในขณะนี้ คือ มิยาบิ ท้าวัดดวง 3 เดือน 3 แบบ ลุ้น มันส์ ฮากระจาย ที่ร้านมิยาบิทุกสาขา ซึ่งได้เริ่มแคมเปญมาแล้วตั้งแต่เดือน มี.ค. ภายใต้ชื่อ เป่ายิ้งฉุบฮุบโชค พบว่าได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
สำหรับแคมเปญต่อเนื่องที่จะเริ่มในเดือน เม.ย.นี้ จะเป็นแคมเปญเซียมซีชี้ชะตา หลังจากนั้นเดือน พ.ค. จะเริ่มแคมเปญเซียนเต๋าเขย่าดวง ซึ่งหลังจากจบแคมเปญ มิยาบิ ท้าวัดดวง 3 เดือน 3 แบบ ลุ้น มันส์ ฮากระจาย บริษัทคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายของบริษัทให้มีอัตราการเติบโตจากช่วงปกติได้เป็นที่น่าพอใจ
“ปลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดร้านอาหารแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “วาบิซาบิ” เปิดให้บริการที่ กรูฟว์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมร้านแรกของบริษัท หลังจากเปิดให้บริการยอมรับว่าผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร เพราะช่วงนั้นมีการชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ อย่างไรก็ตามหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนย้ายออกไปยอดขายเริ่มดีขึ้น” นายเตชิตกล่าว
ทั้งนี้ จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นส่งผลให้ปี 2556 ที่ผ่านมาบริษัทปิดรายได้ได้เพียง 500 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะมีรายได้อยู่ที่กว่า 600 ล้านบาท เนื่องจากศูนย์การค้าบางแห่งได้เลื่อนเปิดให้บริการออกไป ทำให้การขยายสาขาของบริษัทไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งกระทบต่อรายได้ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปลายปีสถานการณ์จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น และส่งผลให้สิ้นปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 100% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีการขยายสาขาเพิ่ม และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง
นายเตชิต กล่าวอีกว่า ภาพรวมการแข่งขันของร้านอาหารญี่ปุ่นในปีนี้ยังคงมีความรุนแรง เนื่องจากจะมีแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของบริษัทเองก็มีแผนที่จะนำแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และในเดือนเม.ย.นี้ บริษัทจะเจรจาธุรกิจกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำอาหารประเภทราเมนและซูชิเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 นี้







