
ลิสซี่งกสิกรไทยปรับแผนคุมคุณภาพหนี้
ยอดขายรถยนต์ล่าสุดของเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ได้เพียง 71,680 คัน ลดลงไปถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ยอดขายรถยนต์ล่าสุดของเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ได้เพียง 71,680 คัน ลดลงไปถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่าเมื่อสิ้นสุดปีนี้ ยอดขายรถยนต์โดยรวมทั้งหมดคงไม่ได้ถึง 1 ล้านคันเป็นแน่ ซึ่งก็เป็นผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาวะการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
แม้แต่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนยอดขายรถยนต์ อย่างธุรกิจเช่าซื้อก็ต้องยอมรับสภาพและพร้อมที่จะปรับตัวรับมือ
อัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในปีนี้คงไม่เหมือนกับช่วง 1-2 ปีก่อนที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถยนต์คันแรกที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างดี แต่ปีนี้ความต้องการซื้อรถคงกลับมาสู่ความเป็นจริง และหากดูจากยอดขายในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้แล้ว บริษัทเองก็คงต้องกลับมาปรับแผน ปรับเป้าปล่อยสินเชื่อกันใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งแม้แต่บริษัทแม่อย่างธนาคารกสิกรไทยก็ได้มีการปรับแผนไปแล้ว
สำหรับแผนการปรับเป้าดังกล่าว บริษัทจะมีการปรับเป้าสินเชื่อให้สอดคล้องกับตัวเลขจีดีพีใหม่ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปีนี้จะเติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีไม่เกิน 3% ซึ่งหากบริษัทเสี่ยงที่จะปล่อยกู้ให้สูงกว่าจีดีพี ก็มีโอกาสที่จะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลสูงขึ้นเช่นกัน และบริษัทก็คงไม่เลือกแนวทางนี้
ดังนั้น ปีนี้บริษัทอาจปล่อยสินเชื่อรวมไม่ถึงเป้าไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตไม่ถึง 8% ตามเป้าเดิมที่ตั้งไว้ แต่ในส่วนของผลกำไรนั้น บริษัทยังคงตั้งเป้าทำให้ได้เท่าเดิมที่ 443 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 10% โดยใช้วิธีลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม และควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 1.8% เป็นหลัก ซึ่งตอนนี้แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณขึ้นของเอ็นพีแอล แต่ก็ต้องไม่ประมาท โดยปัจจุบันเอ็นพีแอลบริษัทก็อยู่ที่ 0.9%
“สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคงเป็นเรื่องของคุณภาพหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากที่สุด เพราะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ความระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น” อัครนันท์ กล่าว
ทั้งนี้ ตัวพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศยังแข็งแรงอยู่ เพียงแต่ช่วงนี้มีปัจจัยลบแทรกตัวเข้ามามากเกินไป ดังนั้น กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นส่วนแรกก็จะเป็น กลุ่มลูกค้าระดับล่างและกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีธุรกิจผูกติดกับหน่วยงานภาครัฐจะมีปัญหาพอสมควร เมื่อรัฐบาลหมดเงินอัดฉีดเข้ามาในระบบ
อย่างไรก็ตาม หากดูยอดขายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า ยอดขายรถเก๋งตกลงมากที่สุด รองลงมาก็เป็นรถกระบะ และที่ตกน้อยที่สุดก็เป็นรถบรรทุก ดังนั้น นอกจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วไปแล้ว บริษัทก็จะหันไปจับกลุ่มรถเชิงพาณิชย์ ทั้งกระบะและรถบรรทุกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งดูแนวโน้มแล้วก็ยังเติบโตได้อยู่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้งานจริง ไม่ได้ซื้อไปเหมือนกับโครงการรถคันแรกที่ต้องการสิทธิเรื่องภาษีคืนร่วมด้วย
ปีนี้...จึงเป็นอีกปีแห่งความท้าทายของลีสซิ่งกสิกรไทย







