posttoday
บีโอไอรับบทพี่เลี้ยงควงแขนธุรกิจไทยบุกนอก

บีโอไอรับบทพี่เลี้ยงควงแขนธุรกิจไทยบุกนอก

15 เมษายน 2557

หนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยยุคนี้

โดย...สมหทัย โมสิกะ

หนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยยุคนี้ คือ การหาช่องทางขยับขยายตลาดในต่างประเทศ แสวงหาฐานการผลิตใหม่ๆ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดต้นทุนการผลิต

เป้าหมายดังกล่าวทำให้หน่วยงานภาครัฐของไทยหลายแห่ง รวมถึงบีโอไอ ต้องปรับทิศทางนโยบายมาส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากภารกิจหลัก คือ การดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทย

ศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แจกแจงว่า แผนการส่งเสริมธุรกิจไทยให้ไปลงทุนในต่างประเทศของบีโอไอ เน้นตลาดหลัก 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ ตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) บวกกับอินโดนีเซีย ส่วนอันดับ 2 คือ ตลาดเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มที่ 3 คือ ตลาดเกิดใหม่ในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง และเอเชียใต้

ในอนาคตบีโอไอจะแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อให้ข้อมูลและช่วยเหลือธุรกิจไทยที่ต้องการจดทะเบียนตั้งธุรกิจในต่างประเทศ 3 ประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสรรหาที่ปรึกษาดังกล่าว

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย ให้ความสนใจตลาดพม่าอย่างมาก ขณะที่ตลาดกัมพูชาก็เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าไทยมาก และธุรกิจที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ประมง และเกษตรกรรม

สำหรับการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น ศิริพร มองว่า ธุรกิจไทยต้องรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์เหมือนกับโมเดลของญี่ปุ่นที่ไปลงทุนนอกประเทศ โดยมีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ต้องสนใจ ได้แก่ เงินทุน บุคลากร การถ่ายทอดความรู้ และช่วยเหลือกันแบบพี่สอนน้องระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจรายเล็ก และการทำงานแบบบูรณาการของรัฐและเอกชน

“การไปลงทุนในต่างประเทศ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบการลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะบางครั้งอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำความเข้าใจ อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ประสบความสำเร็จแล้วไปลงทุนที่อื่นก็ได้ เพราะบางอย่างอาจทำในไทยได้ แต่ทำที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีแนวปฏิบัติไม่เหมือนกัน”

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนอาจไม่มีความพร้อมที่จะออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหว และพัฒนาการของคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง หากมีโอกาสควรออกไปศึกษาตลาดในต่างประเทศ เพื่อจะได้รู้ว่าธุรกิจในประเทศเหล่านั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้กลับมาปรับปรุงธุรกิจตัวเองให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ผู้บริหารของบีโอไอยกตัวอย่างกรณีของพม่าว่า ก่อนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ แพ็กเกจจิ้งสินค้าของฝาก ของที่ระลึก ในพม่ายังดูธรรมดา แต่หลังการแข่งขัน พบว่า มีความทันสมัยและมีลูกเล่นต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับแรงบันดาลใจและไอเดียมาจากสินค้าต่างประเทศที่เข้าไปขายในพม่าในช่วงดังกล่าว

“คนทำสินค้าพวกหัตถกรรมอาจต้องไปดูตลาดเพื่อนบ้านบ้าง หลายประเทศผลิตสินค้าได้เหมือนไทย คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ขายราคาถูกกว่า เราจะต้องกลับมาทบทวนว่าจะต้องปรับตัวอย่างไรต่อไป จะต้องเพิ่มคุณภาพหรือลดต้นทุนหรือเปล่า แต่ถ้าลดคุณภาพเราคงสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ เพราะตอนนี้จุดเด่นของไทย คือ คุณภาพของสินค้า”

นอกจากนี้ เพื่อการทำธุรกิจในต่างแดนให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ธุรกิจไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง อย่าคิดเพียงไปฉกฉวยผลประโยชน์จากประเทศอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักการแบ่งปัน ตอบแทนชุมชนท้องถิ่นด้วย เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการไปลงทุน และจะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้อย่างดีในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน