
แนะรื้อกฏหมายคัดบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ปัญหาตลอดกาลของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในประเทศไทยที่ไม่สามารถบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและประสบผลขาดทุนเป็นส่วนใหญ่นั้น สาเหตุหลักสำคัญมาจากการที่ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง คัดเลือกบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้าเป็นผู้บริหาร รวมทั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ จนก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งเรื่องการให้บริการประชาชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ การสูญเสียงบประมาณ และการแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง
ปัญหาตลอดกาลของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในประเทศไทยที่ไม่สามารถบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและประสบผลขาดทุนเป็นส่วนใหญ่นั้น สาเหตุหลักสำคัญมาจากการที่ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง คัดเลือกบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้าเป็นผู้บริหาร รวมทั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ จนก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งเรื่องการให้บริการประชาชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ การสูญเสียงบประมาณ และการแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของการคัดเลือกผู้มาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ
ทั้งเนื่องจากเห็นว่า กรรมการรัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแลการบริหารกิจการ การตัดสินใจ การวางแผนนโยบายและวางแผนกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐวิสาหกิจ การได้มาซึ่งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต้องมีกฎกติกาที่ชัดเจน และโปร่งใส ทั้งการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจและวิธีการแต่งตั้ง
ที่ผ่านมา ได้มีการออก พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 แต่ทีดีอาร์ไอพบว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นเพียงหลักเกณฑ์กว้างๆ และยังคงอาศัยดุลพินิจของผู้มีอำนาจโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีในการแต่งตั้งเป็นหลัก ทำให้มีการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจในลักษณะการให้รางวัลบ้าง เพื่อหาผลประโยชน์บ้าง หรือเพื่อแทรกทางการเมือง รวมถึงมีการถอดถอนกรรมการออกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ผลที่ตามมา คือ กรรมการรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการแต่งตั้งขาดความรู้ความสามารถที่จำเป็นในการ ดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
ทีดีอาร์ไอ จึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายคุณสมบัติมาตรฐานฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น เพื่อให้การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการที่มีความรู้ความสามารถที่จำเป็นในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ประกอบด้วย
1.แก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 9 พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานฯ โดยกำหนดให้มติของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ยกเว้นให้ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกสามารถเข้าทำงานได้ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการที่มาประชุม และให้การลงมติต้องกระทำโดยลับ
2.แก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 10 พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานฯ โดยตัดอำนาจของรัฐมนตรีคลังในการยกเว้นการดำเนินกระบวนการสรรหาสำหรับ รัฐวิสาหกิจที่มีเหตุผลจำเป็นพิเศษออก เพื่อมิให้รัฐมนตรีคลังสามารถใช้ดุลพินิจเกินกว่าที่ควรจะเป็น
3.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 255 วรรคหก โดยกำหนดห้ามข้าราชการอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการอัยการ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 255 วรรคหก ที่ต้องการให้พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงบัญญัติว่า “พนักงานอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติ จากคณะกรรมการอัยการ” อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวทำให้คณะกรรมการอัยการใช้ดุลพินิจอนุมัติให้อัยการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อรัฐวิสาหกิจกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมายจำเป็นต้องเสนอเรื่องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาฟ้องร้องผู้กระทำผิดต่อศาล หากข้าราชการอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดอาจไม่ดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดกับตัวเอง จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 วรรคหกดังกล่าว
4.ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ในการคัดสรรบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะ ที่มาของคณะกรรมการจัดทำบัญชีรายชื่อ และปรับปรุงแก้ไขคุณสมบัติของบุคคลในบัญชีรายชื่อให้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจมากขึ้น โดยอย่างน้อยควรกำหนดให้ต้องผ่านการสอบหลักสูตรประกาศนียบัตรสำหรับกรรมการ ที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย เพื่อให้บุคคลในบัญชีรายชื่อมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน รวมทั้งประเมินและวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงของรัฐวิสาหกิจได้
5.ผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ต้อง เปิดเผยกระบวนการคัดเลือกกรรมการ โดยอย่างน้อยควรต้องระบุสาขาความเชี่ยวชาญของกรรมการนั้นๆ และให้เหตุผลประกอบว่ามีความเหมาะสมกับ รัฐวิสาหกิจนั้นๆ อย่างไร และหากไม่ได้กรรมการ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ควรกำหนดให้ต้อง คัดเลือกกรรมการจากบุคคลในบัญชีรายชื่อ
6.ในระยะต่อไป เมื่อการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจแล้ว ควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการของรัฐวิสาหกิจว่าต้องไม่เป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ เพื่อลดปัญหาบทบาทที่ขัดแย้งกันและปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจใดกำหนดให้มีกรรมการโดยตำแหน่ง หน่วยงานนั้นๆ ควรส่งตัวแทนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ได้เสียมาดำรงตำแหน่งแทนที่จะเป็นข้าราชการประจำ โดยเลือกมาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจแทน







