
เปิดแผน "วี-กัลลิเวอร์" ปั้นแฟรนไชส์รถมือสองสู่สากล
สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถมือสอง ในประเทศไทย สำหรับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอย่าง
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถมือสอง ในประเทศไทย สำหรับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอย่าง บริษัท กัลลิเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ร่วมทุนกับ บริษัท วีกรุ๊ป ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับรถยนต์มากมาย อาทิ จำหน่ายรถเก่า จำหน่ายรถใหม่ ให้บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ และบริการเกี่ยวเนื่องต่างๆ และ ได้ก่อตั้งเป็น บริษัท วีกัลลิเวอร์ ในสัดส่วนถือหุ้น 49% และ 51% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจร่วมทุนออกนอกประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก
บริษัท กัลลิเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศญี่ปุ่นสามารถขยายเครือข่ายโชว์รูมได้มากกว่า 400 แห่ง ภายในเวลา 4 ปี และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากการสำรวจพบว่า 98% รู้จักและคุ้นเคยในประเทศดังกล่าว รูปแบบการดำเนินธุรกิจในส่วนการจัดซื้อรถนั้น จะดำเนินการผ่านเครือข่ายของบริษัทที่กระจาย ทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทซื้อรถมือสองจำนวนกว่า 2 แสนคันต่อปี และมีสัดส่วนการขายไปยังตลาดประมูลจำนวน 1.4 แสนคันต่อปี และขายผ่านโชว์รูมจำนวน 6 หมื่นคันต่อปี
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้พัฒนาระบบ Dolphinet ซึ่งเป็นระบบการตรวจสอบและประเมินราคารถเก่า โดยระบบดังกล่าวจะทำให้ผู้ซื้อรถเก่าสามารถเลือกชมภาพรถที่ตัวเองสนใจ และสามารถสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีแผนจะขยายการเติบโตไปทั่วโลก และโฟกัสในตลาดเอเชียโดยการเริ่มต้นที่ประเทศไทย
ด้วยกลยุทธ์การขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ที่นำเสนอระบบและองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจอย่างครบวงจร อาทิ การออกแบบโชว์รูม ระบบการตรวจสอบสภาพรถ รวมถึงการสร้างแบรนด์ การตลาด การกำหนดราคา การส่งเสริมการขาย และการให้คำแนะนำในการให้บริการ
วีกัลลิเวอร์ จึงมีจุดมุ่งหมายในการแสดงบทบาทการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจรถมือสองในประเทศไทยให้เกิดการแข่งขัน พร้อมกับความโปร่งใสที่ไว้วางใจได้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายภายใต้มาตรฐานทางด้านกระบวนการและเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งการพัฒนาบริการบนเว็บไซต์เพื่อรองรับความต้องการการแลกเปลี่ยนและการเข้าถึงของกลุ่มลูกค้า
คัทซึชิ โนมูระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีกัลลิเวอร์ กล่าวว่า การขยายธุรกิจดังกล่าวมายังประเทศไทยในความร่วมมือดังกล่าว มาจากความเชื่อมั่นต่อตลาดประเทศไทยที่มีศักยภาพการเจริญเติบโตจากการรายงานตัวเลขขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) ถึงสัดส่วนการเป็นเจ้าของรถในภาคครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ที่ 13.8% เมื่อเทียบกับตัวเลขของประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 86.5% จึงมองถึงการทำธุรกิจระยะยาวและการเติบโตของตลาดความต้องการดังกล่าว ภายใต้แผนการดำเนินงานการขยายเครือข่ายโชว์รูม 15 แห่งภายในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่งทั่วประเทศในปี 2558
พุฒิพันธุ์ ธรรมวิชัย กรรมการบริหาร บริษัท วีกัลลิเวอร์ กล่าวว่า พันธมิตรที่จะทำให้ประสบความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งเป็นเต็นท์รถมือสองหรือนักลงทุนหน้าใหม่ที่สนใจทำธุรกิจร่วมกันในข้อกำหนดแฟรนไชส์ ขณะที่บริษัทเองมีจุดแข็งด้านความคล่องตัวในการทำธุรกิจแลกเปลี่ยนรถมือสองนี้จากการสามารถแลกเปลี่ยนรถได้ทุกยี่ห้อ รวมทั้งรับประกันความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่ซื้อรถจากบริษัทสามารถคืนได้ภายใน 30 วัน พร้อมรับประกันสูงสุด 3 ปี หรือ 5 หมื่น กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างและยกระดับวงการรถมือสองในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากันกับระดับสากล







