
เจาะใจกูรูฮาลาล
ปัจจุบันอาหารที่ขายอยู่บนโลกใบนี้ 90% เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเนื้อสุกรหรือเหล้าผสมอยู่ ดังนั้นจึงสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าฮาลาลได้ แต่ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่งออกอาหาร โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยยังมองว่าสินค้าฮาลาลเป็นสินค้าเฉพาะตลาดมุสลิมเท่านั้น จึงทำให้พลาดโอกาสไป
ปัจจุบันอาหารที่ขายอยู่บนโลกใบนี้ 90% เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเนื้อสุกรหรือเหล้าผสมอยู่ ดังนั้นจึงสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าฮาลาลได้ แต่ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่งออกอาหาร โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยยังมองว่าสินค้าฮาลาลเป็นสินค้าเฉพาะตลาดมุสลิมเท่านั้น จึงทำให้พลาดโอกาสไป
เรื่องนี้ วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในกูรูด้านสินค้าฮาลาลของประเทศไทย สะท้อนภาพให้เห็นแนวโน้มตลาดสินค้าฮาลาลในอนาคตว่า จะมีการรับรองตราสินค้าฮาลาลมากขึ้น และหากจะโฟกัสแค่ภูมิภาคอาเซียนก็พบว่า สินค้าฮาลาลมีการขยายตัวอย่างมาก เห็นได้จากองค์กรที่ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานฮาลาลที่มีอยู่กว่า 500 องค์กรทั่วโลก แต่องค์กรรับรองที่ได้รับการยอมรับกลับอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การแข่งขันของตลาดสินค้าฮาลาลในอาเซียน โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีองค์กรรับรองมาตรฐานสินค้าฮาลาลต้องแข่งขันกันเรื่องการพัฒนาคุณภาพการรับรอง หากประเทศไทยไม่พัฒนาก็จะทำให้ประเทศอื่นเข้ามาเป็นผู้รับรองแทน และในอนาคตประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียก็อาจใช้เรื่องนี้เป็นตัวกีดกันทางการค้าแทนได้
จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางเพื่อสำรวจลู่ทางตลาดสินค้าฮาลาลในประเทศคู่แข่งสำคัญ พบว่า อินโดนีเซียแม้ว่าจะเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็ยังมีการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทำให้กำลังการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ
ขณะที่ มาเลเซียมีความฝันที่จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าฮาลาลอันดับต้นๆ แทนประเทศไทยที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าฮาลาลอันดับ 5 ของโลก รองจากบราซิล อเมริกา จีนและอินเดีย นอกจากนี้ฟิลิปปินส์และเวียดนามก็กำลังก้าวเข้ามาขอส่วนแบ่งในตลาดฮาลาลเช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้ยังอยู่ในส่วนของสินค้าเกษตรที่ยังไม่มีมูลค่ามากนัก
ด้านสิงคโปร์ก็ทำตัวเป็นโบรกเกอร์ โดยจ้างประเทศต่างๆ ผลิตสินค้าก่อนนำมาใส่แบรนด์ตัวเองส่งออกขาย
“ตอนนี้ไทยกำลังมีคู่แข่งเยอะมากในตลาดสินค้าฮาลาล ที่ผ่านมาเราเดินมาถูกทาง และทำได้ดีในเรื่องการสร้างมาตรฐานรับรองสินค้าฮาลาลให้เป็นรู้จักและยอมรับในระดับสากล จนมาเลเซียเริ่มทำตามแล้ว แถมยังมีรัฐบาลคอยสนับสนุน มาเลเซียจึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก หากไทยประมาท”
ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ฮาลาลของแต่ละประเทศ พบว่าในเรื่องคุณภาพต้องยกให้สินค้าจากประเทศญี่ปุ่น และเมื่อดูสินค้าฮาลาลทั่วไป ต้องยอมรับว่ามาเลเซียให้การส่งเสริมสินค้าที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ขณะที่ไทยยังเป็นสินค้าที่อิงตลาดภายในประเทศมากกว่า ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ดีในตลาดโลกตะวันออก
นอกจากนี้ สินค้าฮาลาลไทยยังขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการด้านอาหารฮาลาลมากถึง 1.2 แสนราย ขณะที่อินโดนีเซียมีเพียง 6 หมื่นราย และมาเลเซียมี 3 หมื่นรายเท่านั้น รวมทั้งผู้ประกอบการสินค้าฮาลาลไทยยังขาดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (แพคเกจจิ้ง) ให้ดูดี มีเอกลักษณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
ต่างจากมาเลเซียที่นำศิลปะมุสลิม (มุสฮัฟ) เข้ามาผสมในแพ็กเกจจิ้ง เพื่อให้ได้กลิ่นอายของความมุสลิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไทยด้อยกว่ามาเลเซียจริงๆ และต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้ถูกแซงหน้าไป







