
สยายปีกโรงไฟฟ้าดันรายได้แตะ 1.5 แสนล้าน
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 136 ของ “บี.กริม” ในปีนี้ ฮาราลด์ ลิงค์ ในฐานะประธานองค์กรเก่าแก่อย่าง “บี.กริม” ประกาศนโยบายชัดเจน พร้อมบุกตลาดอาเซียนเต็มรูปแบบ หลังจากเห็นศักยภาพของประเทศในแถบนี้ โดยเฉพาะหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และพร้อมจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจแถบอาเซียน
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 136 ของ “บี.กริม” ในปีนี้ ฮาราลด์ ลิงค์ ในฐานะประธานองค์กรเก่าแก่อย่าง “บี.กริม” ประกาศนโยบายชัดเจน พร้อมบุกตลาดอาเซียนเต็มรูปแบบ หลังจากเห็นศักยภาพของประเทศในแถบนี้ โดยเฉพาะหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และพร้อมจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจแถบอาเซียน
กลุ่มธุรกิจที่กลุ่ม บี.กริมให้ความสนใจ คือ กลุ่มธุรกิจพลังงาน และโรงไฟฟ้า เพราะเป็นธุรกิจที่มีความต้องการสูง โดยในประเทศไทย บี.กริมเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่หากขยายไปต่างประเทศ บี.กริมมองสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในครัวเรือน ซึ่งได้จากพลังงานโซลาร์ ถ่านหิน เป็นต้น
ฮาราลด์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ บี.กริมพร้อมที่จะรุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียนอย่างจริงจัง เนื่องจากตลาดในแถบอาเซียนกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีโอกาสในการเข้าไปลงทุนสูง อีกทั้งไทยยังเป็นศูนย์กลางในแถบเพื่อนบ้านนี้ โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนพลังงานและโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ เช่น ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและในพม่า บี.กริม เป็น 1 ใน 9 ราย ที่ร่วมขอสัมปทานผู้ผลิตไฟฟ้า กำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ที่มัณฑะเลย์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ประกาศผล
ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมในไทย บี.กริม ยังคงให้ความสำคัญเป็นตลาดอันดับต้นๆ โดยเริ่มเตรียมดำเนินการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ “อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง รวมทั้งมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 4 โครงการ ใน 3 นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ทำให้ปี 2557 นี้ คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้า 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน
นอกจากนี้ บี.กริมยังเตรียมขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก 733 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2562 ซึ่งปัจจุบันมีใบอนุญาตโรงไฟฟ้ารวมกำลังการผลิตทั้งหมด 2,000 เมกะวัตต์ โดยมุ่งขยายธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตั้งเป้าจะขอใบอนุญาตโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2562 เพื่อให้ปี 2565 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์
“หาก บี.กริมมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 5,000 เมกะวัตต์ จะมีรายได้จากธุรกิจนี้เฉียด 1 แสนล้านบาทต่อปี จึงมีเป้าหมายว่าในอีก 14 ปีข้างหน้าที่ บี.กริมฉลองครบรอบ 150 ปี บริษัทจะต้องมีรายได้ถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งในฐานะนักธุรกิจ เราต้องมีฝัน มีเป้าใหญ่ไว้ก่อน และหาวิธีที่จะไปให้ถึง”
ด้านธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นอันดับ 2 คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดการอาคาร โรงงานอุตสาหกรรม และเครื่องปรับอากาศ ก็จะขยายไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องปรับอากาศจะส่งออกให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนส่งออกอยู่เพียง 12% ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับบริษัท ยูทีซี ไชนีส พาร์ทเมนท์ เปิดตัวเครื่องปรับอากาศ แบรนด์ มีเดีย เพื่อเพิ่มรายได้จากธุรกิจนี้ และปีนี้จะใช้งบ 30 ล้านบาท ทำตลาดและโฆษณาเครื่องปรับอากาศแคเรียร์ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ในส่วนธุรกิจเพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกอย่างกลุ่มเมิร์ค ไทยแลนด์ กลุ่มมาเคท์ และกลุ่มคาร์ล ไซส์ส ในการบุกตลาดต่างประเทศ โดยปีนี้กลุ่มเมิร์ค ไทยแลนด์ มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศในแถบอาเซียน จึงคาดว่าปีนี้ บี.กริมจะมีรายได้จากธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 12% หรือมีรายได้กว่า 4,000 ล้านบาท
ต่อด้วยกลุ่มธุรกิจด้านคมนาคมในปีที่ผ่านมา บี.กริมได้ร่วมมือกับสองพันธมิตรในการสั่งการผลิตเรือขนส่งเชิงพาณิชย์ 2 ลำ และในปีนี้ได้เพิ่มการผลิตเรือเพื่อใช้ในการขนส่งสำหรับกองทัพเพิ่มอีก 2 ลำ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะช่วยผลักดันให้เติบโตตามเป้าหมาย
ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ จะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาทในการขยายธุรกิจต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสร้างการเติบโตได้ 16% จากรายได้ในปีที่แล้ว 24,971 ล้านบาท เป็น 30,918 ล้านบาทในปีนี้ พร้อมยอมรับว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมือง คงหนีไม่พ้นธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น ร้านอาหาร และสินค้าแบรนด์เนม ที่ปีนี้จะมีรายได้ลดลงถึง 19%
เช่นเดียวกับธุรกิจเรียลเอสเตท ที่ปัจจุบันมีอาคารสำนักงานให้เช่า 2 แห่ง ย่านชิดลม และย่านกรุงเทพกรีฑา ที่จะมีรายได้เติบโตเพียง 4% แต่ 2 กลุ่มธุรกิจมีมูลค่าไม่มากนัก จึงไม่ส่งผลกับภาพรวมขององค์กรนัก
และไม่ว่าเศรษฐกิจและการเมืองจะเป็นเช่นไร ในฐานะภาคเอกชนแล้ว ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ธุรกิจใดที่ยังมีโอกาสในการเติบโต ก็ต้องเดินหน้า
นี่คือวิสัยทัศน์ของ “ฮาราลด์ ลิงค์” ที่พาองค์กรอายุ 136 ปี ให้เติบโตอย่างมั่นคงในภาวะเศรษฐกิจขาลง และการเมืองร้อนแรง







