
เออีซีบีบแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ดร.โกร่งเชื่อรวมกลุ่มเศรษฐกิจปลุกแข่งขันนานาชาติลดกำแพงภาษีเอื้อต่อธุรกิจ
ดร.โกร่งเชื่อรวมกลุ่มเศรษฐกิจปลุกแข่งขันนานาชาติลดกำแพงภาษีเอื้อต่อธุรกิจ
ดร.โกร่ง ชี้รวมกลุ่มเศรษฐกิจปลุกประเทศเน้นแข่งขัน คาดหลังเปิดเออีซี แปรรูปรัฐวิสาหกิจเพิ่ม
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผยในการประชุมวิชาการเรื่อง “พัฒนบริหารศาสตร์ในบริบทอาเซียน” ว่า กระแสการรวมตัวทางเศรษฐกิจจะผลักดันให้ระบบข้าราชการและรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องปรับตัวเอง โดยการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะกดดันให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากขึ้น เพราะจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ตลอดจนกดดันให้ระบบราชการมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงอาเซียนเป็นตัวผลักดันให้แต่ละประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายด้านเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประชาคมตัวเองและแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งก่อให้เกิดข้อจำกัดเรื่องนโยบายการเงินการคลังของประเทศ และจะทำให้ภาษีที่เคยเป็นเครื่องมือหลักของรัฐในการกระจายรายได้ ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดความสำคัญลง ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งหารายได้ของรัฐบาลเท่านั้น
ขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มเศรษฐกิจจะทำให้ระบบภาษี เช่น การเก็บภาษีนำเข้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล กลายเป็นอุปสรรคทางการค้าที่ทำให้ประเทศไม่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงเป็นภาระของผู้ประกอบการ จึงต้องปรับลดกำแพงภาษี
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แต่เดิมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันการปรับขึ้นลงของดอกเบี้ยมีข้อจำกัด เพราะจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้ราคาหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนแปลง เสถียรภาพของตลาดหุ้นและตราสารหนี้กลายเป็นเป้าหมายของดอกเบี้ยไม่ใช่เงินเฟ้ออีกต่อไป
“เดิมนโยบายเศรษฐกิจมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เพื่อลดช่องว่างทางรายได้ แต่เมื่อรวมประชาคมเศรษฐกิจ เป้าหมายเปลี่ยนเป็นการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ลดช่องว่างความเป็นอยู่ของประชาชน” นายวีรพงษ์ กล่าว
นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรวมประชาคมอาเซียน ในภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จ แต่หากพิจารณาตามข้อตกลงที่ต้องดำเนินการ มีการดำเนินการไปเพียง 30% ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้
ขณะที่วิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทย กระทบต่ออาเซียนไม่มาก เพราะอาเซียนดำเนินการไปตามกลไกที่วางไว้ แต่ผลกระทบทางอ้อมคือกระทบต่อบทบาทของไทย และความเชื่อมั่นของประเทศสมาชิกต่อไทยให้ลดลง







