
มันนี่ทูเดย์
กสิกรไทยคาดส่วนต่างดอกเบี้ยของแบงก์ลดลง
กสิกรไทยคาดส่วนต่างดอกเบี้ยของแบงก์ลดลง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดว่าปีนี้ส่วนต่างกำไรจากอัตราดอกเบี้ยรับจ่ายของธนาคารพาณิชย์ (NIM) จะลดลงเฉลี่ย 3% โดยเป็นผลกระทบจากการที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายปี 2556
ทั้งนี้ แนวโน้มสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังไม่สามารถปรับลดลงในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากหลายธนาคารยังมีภาระต้นทุนจากการออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงในปี 2556 ประเภทที่มีระยะเวลาเกิน 12 เดือนอยู่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่มีความจำเป็นต้องสะสมสภาพคล่องในระดับสูงเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อ ดังนั้น ในช่วงต้นปี 2557 ที่ผ่านมา จึงเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั้งประเภทเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ เพื่อบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกันกับภาวะดอกเบี้ยและเงื่อนไขธุรกิจ
สำหรับอัตราส่วน NIM ในช่วงที่เหลือของปี 2557 นี้ คงยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ยังอาจมีความเป็นไปได้ หากเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่อง การชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งหากเติบโตได้ต่ำกว่าคาดการณ์ ก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราส่วน NIM ได้ โดยภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจไทยที่ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ซึ่งคงส่งผลให้จีดีพีปี 2557 โตประมาณ1.8% (กรอบประมาณการที่ 1.32.4%) นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อปี 2557 นี้มีโอกาสเติบโตเพียงประมาณ 6% ด้วยกรอบประมาณการใหม่ที่ 57% เทียบกับคาดการณ์เดิมที่ 8% ภายใต้กรอบประมาณการที่ 6.59.5% ขณะที่ ได้คาดการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสินเชื่อและอัตราส่วน NIM โดยอ้างอิงข้อมูลของปี 2556 แล้วพบว่า หากสินเชื่อเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ 1% ก็อาจทำให้อัตราส่วน NIM ลดลงประมาณ 0.010.02% คงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้
ธปท.ไม่รับให้ใช้บิทคอยน์ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวชี้แจงเรื่องเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือบิทคอยน์ ที่อาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ว่า บิทคอยน์เป็นเรื่องใหม่ เป็นเงินในโลกออนไลน์เทียบเคียงมูลค่ากับเงินได้ และมีการเริ่มใช้แลกเปลี่ยนเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้กับคนบางกลุ่ม เพราะคนบางกลุ่มยอมรับว่ามีมูลค่า กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่ไม่มีการเก็บรักษามูลค่าในตัวเอง แตกต่างจากเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินบาท ที่มีมูลค่าในตัวเอง เพราะเงินบาทมีสินทรัพย์ที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและทองคำหนุนหลัง
“มีการติดตามดูบิทคอยน์ เพราะเริ่มมีการใช้ในต่างประเทศ และเคยเกิดปัญหา เนื่องจากมูลค่าเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในประเทศไทยเองไม่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ไม่รับชำระหนี้ตามกฎหมาย เพราะเทียบมูลค่าหรือรักษามูลค่าในตัวเองไม่ได้เหมือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐและเงินบาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงลดมูลค่าเร็วมาก อาจจะกระทบกับผู้ที่รับเงิน บิทคอยน์ได้ ผู้ที่รับแลกหรือตีค่าบิทคอยน์จึงต้องระมัดระวังเอง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวก่อนหน้านี้ธปท.ก็มีการเตือนประชาชนให้ระมัดระวังไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี บิทคอยน์ ยังไม่ได้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรืออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในขณะนี้แต่อย่างใด” นายประสารกล่าว







