
สุขใจ...กำไรงาม
ของรัก ของหวง และของสะสม หลายอย่าง นอกจากทำให้สุขใจที่ได้เป็นเจ้าของแล้ว ยังกลายเป็นการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่า ทั้งสุขใจ และกำไรงาม
ของรัก ของหวง และของสะสม หลายอย่าง นอกจากทำให้สุขใจที่ได้เป็นเจ้าของแล้ว ยังกลายเป็นการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่า ทั้งสุขใจ และกำไรงาม
ความหลงใหล และ การลงทุน
หนึ่งในการลงทุนทางเลือก ที่เรียกว่า Passion Investment หรือ “การลงทุนในสิ่งที่รัก” (รู้จักคำนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 จากงานเขียนของ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย) ได้รับความนิยมจาก “อภิมหาเศรษฐี” ทั่วโลก และแน่นอนว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนแบบนี้ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ
ใน The Wealth Report 2014 โดย Knight Frank Research ได้สำรวจความคิดเห็นของวาณิชธนกรและที่ปรึกษาด้านการเงินของคนระดับอภิมหาเศรษฐี หรือ Ultra High Net Worth Individual (UHNWI) จำนวน 600 คนทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาประเมินว่า “ลูกค้า” ของพวกเขาคิดอะไรอยู่
หากนับรวมกันแล้วพวกเขามีลูกค้าระดับอภิมหาเศรษฐีในมือมากกว่า 2.3 หมื่นคน มูลค่าทรัพย์สินรวมกัน 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 45 ล้านล้านบาท (เท่านั้นเอง)
หัวข้อหนึ่งในการสำรวจนี้ คือ การลงทุนในสิ่งที่รัก หรือ การลงทุนในสิ่งของหรูหรา (Luxury Investment) ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ของสะสม 5 อับแรกที่อภิมหาเศรษฐีทั่วโลกชอบมากที่สุด คือ
1.เครื่องประดับ
2.งานศิลปะ
3.นาฬิกา
4.ไวน์
5.เพชร
แต่ถ้าถามต่อไปว่า อภิมหาเศรษฐีสะสมของพวกนี้ไปเพื่ออะไร จะได้คำตอบว่า อภิมหาเศรษฐีส่วนใหญ่ หรือ 61% ของอภิมหาเศรษฐีทั่วโลก “ซื้อเพราะชอบ” โดยไม่ได้คิดว่า นี่คือการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ยังมีอภิมหาเศรษฐีจำนวนหนึ่งที่บอกว่า “ซื้อเพื่อการลงทุน” โดย 16% หวังว่า จะได้กำไรจากการลงทุน (อภิมหาเศรษฐีชาวเอเชียหวังกำไรจากการลงทุนมากถึง 25% ซึ่งมากที่สุดเมื่อเทียบภูมิภาคอื่น) และ อีก 6% บอกว่า ซื้อไว้เพราะหวังจะให้เป็นหลุมหลบภัย หรือ Safe Haven
แต่ไม่ว่า เหตุผลของการลงทุนจะเป็นอะไร ก็คงไม่มีใครอยากจะขาดทุน และที่สำคัญ คือ พวกเขายังจะซื้อของสะสมหรูหราพวกนี้ต่อไป โดยมีมากถึง 36% ที่ปีนี้จะซื้อมากกว่าปีที่ผ่านมา และ 57% จะยังคงซื้อเท่ากับปีที่แล้ว ขณะที่มีเพียง 7% เท่านั้นที่บอกว่า ปีนี้จะซื้อน้อยลง
ซื้อไว้ กำไรชัวร์?
นอกจากนี้ ในรายงานนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในสิ่งที่รักให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมากแค่ไหน โดยการจัดทำ The Knight Frank Luxury Investment Index (KFLII) ซึ่งรวบรวมผลดำเนินงานของดัชนีการลงทุนในสินทรัพย์ 9 ประเภท ต่อไปนี้ คือ งานศิลปะ รถยนต์คลาสสิก เหรียญ เซรามิกจีน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ แสตมป์ นาฬิกา และไวน์
- งานศิลปะ
แม้ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา (ไตรมาส 3 ปี 2555–ไตรมาส 3 ปี 2556) งานศิลปะจะขาดทุน 3% ซึ่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อีก 8 ชนิด แต่มองย้อนหลังไป 10 ปี (ไตรมาส 3 ปี 2546–ไตรมาส 3 ปี 2556) งานศิลปะยังสามารถทำกำไรได้ 193%
นอกจากนี้ ศิลปะร่วมสมัย และงานที่ผลิตออกมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังทำสถิติได้ดีในงานประมูลปีที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์ว่า ถ้าเป็นงานศิลปะที่น่าสนใจนักสะสมก็พร้อมที่จะควักกระเป๋า โดยเฉพาะนักสะสมจากอเมริกาใต้และเกาหลีใต้
- รถยนต์คลาสสิก
อภิมหาเศรษฐีที่นิยมสะสมรถยนต์คลาสสิกจะไม่เสียใจเลย เพราะปีที่ผ่านมา HAGI Classic Car Index ให้ผลตอบแทนมากถึง 28% ซึ่งดีที่สุดในบรรดาของสะสมทั้งหมด และยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา ทำกำไรไปแล้ว 456%
ทาง The Historic Automobile Group International (HAGI) ผู้จัดทำดัชนี บอกว่า รถยนต์คลาสสิกที่ทำให้ดัชนีดีดเด้งในปีที่ผ่านมา คือ TOYOTA 2000 GT ซูเปอร์คาร์คันแรกจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่า ตลาดรถคลาสสิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเฟอร์รารีเท่านั้น แต่ราคารถคลาสสิกอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่ดีด้วย
- เหรียญ
ปีที่ผ่านมาเหรียญสามารถขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 รองจากรถยนต์คลาสสิกด้วยผลตอบแทน 10% และบวกขึ้นมา 227% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
เอียน โกลด์บาร์ท กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาล์ดวินส์ ผู้จัดการประมูล เปิดเผยว่า ในบางภูมิภาคยังถือว่า “ราคาซื้อขายเหรียญต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง” ในขณะเดียวกันยังมีนักสะสมที่หันมาสนใจการสะสมเหรียญมากขึ้น โดยเฉพาะนักสะสมชาวจีน ที่เพิ่มความนิยมมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับชาวอินเดียและรัสเซีย
- เซรามิกจีน
ในช่วงก่อนวิกฤตการเงินในสหรัฐ เมื่อปี 2551 มูลค่าของเซรามิกจีนแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นราคาเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่หวือหวานัก โดยปีที่ผ่านขยับขึ้นมาเพียง 3% และ 77% ในช่วง 10 ปี
นอกจากนี้ ที่ปรึกษาด้านการเงินของอภิมหาเศรษฐียังมองว่า เซรามิกจีน จะเป็นของสะสมลำดับสุดท้ายที่จะได้รับความนิยม อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจจะมองข้ามของสะสมชนิดนี้ไปได้ เพราะถ้าเราเป็นเศรษฐีชาวจีนเราก็คงจะพยายามหาศิลปะจีนโบราณมาสะสมไว้บ้าง
- เฟอร์นิเจอร์
ในสินทรัพย์ทั้ง 9 ประเภท เฟอร์นิเจอร์ เป็นอย่างเดียวที่ทำผลดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี ติดลบ โดยลดลงไป 19% และปีที่ผ่านมาก็ยังลดลงต่อเนื่องไปอีก 2%
แม้ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตในศตวรรษที่ 20 จะมีราคาเพิ่มขึ้น แต่รสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับความนิยมอยู่อาศัยในบ้านขนาดเล็กลงทำให้ความต้องการเฟอร์นิเจอร์สไตล์อังกฤษและฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเริ่มมีน้อยลง
อย่างไรก็ตาม วิล ริชาร์ดส์ รองประธาน บริษัท บลูมส์บูรี ผู้จัดการประมูล เชื่อว่า ราคาเฟอร์นิเจอร์ในขณะนี้น่าจะลดลงมาจนถึงระดับที่นักสะสมรุ่นใหม่กลับมาสนใจสะสมในตลาดระดับกลางๆ นอกจากนี้ เขายังเห็นชาวจีนเริ่มให้ความสนใจสะสมเฟอร์นิเจอร์สไตล์อังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19
- เครื่องประดับ
แม้ว่า ปีที่ผ่านมาราคาทองคำจะลดลงไปประมาณ 25% แต่สำหรับเครื่องประดับยังคงมีความต้องการซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง โดย Top 25% of the AMR Jewellery (General) Index ที่จัดทำโดย Art Market Research 3% และ 156% ใน 10 ปีที่ผ่านมา
อัญมณีที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นเพชรสี หรือ เพชรแฟนซี และหินสี ขณะที่ ไข่มุก อำพัน หินปะการัง และหยก ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง
- แสตมป์
ใน 10 ปีที่ผ่านมามูลค่าแสตมป์ปรับเพิ่มขึ้น 250% และ 5% ในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าของแสตมป์หายากยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในตลาดจีนและอินเดีย โดยระหว่างปี 2554-2555 The Stanley Gibbons China 200 rare stamp index เพิ่มขึ้น 36%
ขณะที่ ตลาดในอังกฤษก็ยังมีการเติบโต แม้ว่า จะช้าลงก็ตาม ทำให้เชื่อว่า ความต้องการซื้อแสตมป์ยังคงมีอยู่ ทั้งจากนักลงทุนที่อยู่ในฮ่องกง สิงคโปร์ และออสเตรเลีย รวมทั้งรัสเซีย
- นาฬิกา
แทบไม่น่าเชื่อว่า ราคานาฬิกาหรูจะเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับเซรามิกจีน เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา AMR Watches Index เพิ่มขึ้น 82% และปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเพียง 4% เท่านั้น แต่ในการประมูลราคานาฬิกาหรูบางยี่ห้อ บางรุ่นก็ยังสามารถทำราคาได้ดี
- ไวน์
ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ แล้ว กราฟดัชนีราคาไวน์ชั้นเลิศ The Liv-ex Fine Wine 100 Index ออกจะผันผวนมากที่สุด และในช่วง 23 ปีหลังปรับลดลงมากจากระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 176% ขณะที่ 1 ปีที่ผ่านมาทำได้เพียง 3%
- ดัชนี KFLII
หลังจากไล่เรียงมาจนครบทั้ง 9 ชนิดแล้ว ตั้งแต่กำไรดีมากๆ อย่างรถยนต์คลาสสิก ไปจนถึงขาดทุนมาตลอด อย่างเฟอร์นิเจอร์ ก็จะได้ออกมาเป็น ดัชนี KFLII ที่ให้ผลตอบแทน 8% ในปีที่ผ่านมา และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึง 179%
เพราะฉะนั้นแม้ว่า อภิมหาเศรษฐีส่วนใหญ่ตั้งใจจะซื้อเพราะความชอบส่วนตัว ไม่หวังกำไร แต่การลงทุนในสิ่งที่รักแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง
และเมื่อถามว่า การลงทุนอะไรจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก็จะได้สินทรัพย์ที่น่าจะนิยมลงทุนเพิ่มขึ้นมาที่สุด 5 อันดับ ได้แก่
1.งานศิลปะ
2.ไวน์
3.นาฬิกา
4.รถยนต์
5.เพชร
เพราะฉะนั้น ถ้าเราสุขใจที่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ทั้ง 5 ชนิดนี้ ก็ไม่แน่ว่า นอกจากจะสุขใจแล้ว ไม่แน่ว่า ในอนาคตเราอาจจะได้กำไรเป็นของแถมก็ได้







