
ส่งออกหัตถกรรมรุ่งโลกนิยมแฮนด์เมด
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ระดมสินค้าหัตถศิลป์ไทย เข้าร่วมงาน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ระดมสินค้าหัตถศิลป์ไทย เข้าร่วมงาน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2557” (International Innovative Craft Fair 2014) ระหว่างวันที่ 2730 มี.ค.นี้ ที่ไบเทค บางนา ถือเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตไทยและต่างชาติได้พบปะกัน ซึ่งสินค้าหัตถกรรมไทยเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีความหวังในการส่งออกสู่ตลาดโลก
โดยระดมงานหัตศิลป์ของไทยจากทั่วประเทศมารวมไว้มากกว่า 350 ร้านค้า และยังมีประเทศที่มีสินค้าหัตถกรรมมาร่วมแสดงมากกว่า 10 ประเทศ ถือโอกาสทางการตลาดระหว่างผู้ผลิตไทยและผู้ผลิตต่างชาติ รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคไทยได้ใกล้ชิดกับ สินค้างานฝีมือของไทยที่ทรงคุณค่าได้อย่างใกล้ชิด
งาน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2557” มีนิทรรศการสำคัญ 4 ด้านได้แก่ 1.นิทรรศการ อินโนเวทีฟ คราฟท์ อวอร์ดส 2014 ได้จัดประกวดผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเลือกนวัตกรรมที่มีฝีมือ สร้างเป็นเครือข่ายร่วมกันและมีการประกวดเพื่อชิงรางวัล ภายใต้แนวคิด หัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย เรียบง่าย แต่ทรงคุณค่า
***2. นิทรรศการ “SACICT Prototype Product Design Gallery 2014” โดยเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ ศ.ศ.ป.ต้องการให้สมาชิกจากชุมชนต่างๆ ทำงานร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพเพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น 3.นิทรรศการทายาทหัตถศิลป์ ที่มีการประกาศผลรางวัล 11 ทายาทหัตถศิลป์ไทย และ 4. นิทรรศการ SACICT Craft Trend นำเสนอแนวโน้มการออกแบบหัตถกรรม ทั้งรูปแบบ สีสัน และเทคนิคต่างๆ
***สำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรม มีจำนวน 350 ร้านค้ามาออกงาน ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ แบ่งเป็น 4 กลุ่มได้แก่ อินโนเวทีฟ คราฟท์ กลุ่มกรีน คราฟ์ กลุ่มยัง ดีไซเนอร์ และกลุ่มอินดี้ คราฟท์ “พิมพาพรรณ ชาญศิลป์” ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. กล่าวว่า แม้ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2557 การส่งออกสินค้าหัตถกรรมของประเทศจะลดลง 4.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1,157 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่แนวโน้มเชื่อว่าตลาดหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นจะฟื้นตัว รวมทั้งสินค้าหัตถกรรมไทยได้รับความนิยมในตลาดโลกมากขึ้น
ปัจจุบันมูลค่ารวมการส่งออกของสินค้าหัตถกรรมของไทยในแต่ละปีจะอยู่ที่ 7,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2557 คาดว่าจะเติบโต 2% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของ ศ.ศ.ป. ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% จากตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่า 846 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 4%
“จากแผนงานที่วางไว้ จะส่งผลให้การส่งออกสินค้าหัตถกรรมของไทยในปี 2557 ที่ ศ.ศ.ป.ดูแล เติบโต 4% จากปีก่อน ที่คิดเป็นมูลค่ารวม 846 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ประเทศสหรัฐ กลุ่มยุโรป และประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีการขยายตลาดส่งออกใหม่ไปในเกาหลีใต้และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดมีกำลังซื้อสูงและขยายตัวได้ดี เพราะชื่นชอบสินค้าไทยสูงมาก” พิมพาพรรณ กล่าวโดยสินค้าหัตถกรรมที่ ศ.ศ.ป.ดูแล คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของสินค้าหัตถกรรมในประเทศทั้งหมด
สำหรับแนวโน้มการออกแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่ได้รับความนิยม กำลังเข้าสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (กรีน โปรดักต์) ในทุกส่วนประกอบการผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ และผลิตในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นแนวโน้มตามกระแสตลาดโลกที่สินค้ากรีน โปรดักต์ ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูงขึ้นในทุกปี
ขณะเดียวกัน สินค้าหัตถกรรมที่ผลิตขึ้นจะเน้นรูปแบบที่มีสีสันสดใส สวยงาม เนื่องจากคนรุ่นใหม่หันมาใช้สินค้าหัตถศิลป์มากขึ้น จึงต้องปรับรูปแบบการดีไซน์สินค้าใหม่ ประกอบกับทุกวันนี้ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมมีอายุน้อยลง โดยมีอายุ 25 ปีขึ้นไป จากช่วง 5 ปีก่อน จะมีอายุสูงกว่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นทายาทที่เข้ามาสืบทอดงานหัตถศิลป์จากครอบครัว และได้สร้างรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เข้ากับลูกค้าและตลาดมากขึ้น
กลุ่มสินค้าหัตถกรรมส่งออกที่เติบโตดี คือ กลุ่มผ้าทอ ผลิตภัณฑ์จากไม้และเซรามิก ส่วนกลุ่มส่งออกลดลง คือ เครื่องเงิน เครื่องทอง แต่ ศ.ศ.ป. เชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ไปการส่งออกจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่องทั้งนี้ ตลาดส่งออกสูงสุดของไทย 5 อันดับในช่วง 2 เดือนแรก อันดับหนึ่งคือ สหรัฐ สัดส่วน 25.64% อันดับสอง, ญี่ปุ่น สัดส่วน 8%, อันดับสาม เยอรมัน 7.78%, อันดับสี่ สหราชอาณาจักร สัดส่วน 4.77% และอันดับห้า ฮ่องกง 4.62%
ส่วนตลาดในประเทศนั้น ศ.ศ.ป.จากการสอบถามผู้ประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถรรมพบว่า ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ ไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มหัตถกรรม และยอดขายยังขยายตัวได้ดีอยู่ โดยร้านค้าของ ศ.ศ.ป. ที่ดูแลอยู่จำนวน 3 แห่งได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้าอมรินทร์ พลาซ่า และ ศ.ศ.ป. บางไทร มียอดขายโตสูงเช่นเดียวกัน ถือว่า สินค้าหัตถกรรมเป็นที่ต้องการสูงในประเทศ
นอกจากนี้ มีแผนขยายจุดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมในแหล่งท่องเที่ยวของไทยจำนวน 5 แห่ง เช่น เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ โดยในเดือนเม.ย.นี้ จะเปิดที่ ตลาดน้ำอัมพวา เพื่อเจาะชื่อร้าน ณ อัมพวา เป็นการร่วมมือกับภาคเอกชน ส่วนสาขาต่อไปอยู่ระหว่างการคัดเลือกสถานที่ เชื่อมั่นว่า การมีจุดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น จะเจาะตลาดลูกค้าในประเทศ และลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยจำนวน 20 ล้านคนต่อปีได้“พิมพาพรรณ” กล่าวทิ้งท้ายว่า ศ.ศ.ป.ได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมของไทย เพื่อพัฒนาสินค้า ให้คำแนะนำเทรนด์ในตลาดโลก รวมทั้งขยายตลาดในประเทศ รวมถึงตลาดในภูมิภาคอาเชียน และตลาดโลก จึงมั่นใจว่า สินค้าหัตถกรรมไทยจะสามารถเติบโตไปได้ไกล และมีอนาคตที่สดใสรออยู่







