
ลุยจัดงานแฟร์ดึงกำลังซื้อ
‘กวินอินเตอร์เทรด’แนะรายย่อยปรับตัวเชื่อหลังการเมืองคลี่คลายตลาดตื่น
‘กวินอินเตอร์เทรด’แนะรายย่อยปรับตัวเชื่อหลังการเมืองคลี่คลายตลาดตื่น
กวินฯ ชี้ชุมนุมใหญ่ 29 มี.ค.ไม่กระทบจัดงานแสดงสินค้า แนะเอกชนรายย่อยปรับตัวรับกำลังซื้อฟื้นแม้รัฐบาลดับเครื่องสวนทางส่งออกยังโต
นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด ผู้จัดงานแสดงสินค้ารายใหญ่ เปิดเผยว่า การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มมวลชน กปปส. ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดงานแสดงสินค้า ภายในศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพราะมีกลุ่มเป้าหมายจากผู้เข้าชมงานทั่วประเทศที่ชัดเจน ขณะที่การชุมนุมใหญ่นั้นเป็นการเคลื่อนไหวในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี ส่งผลให้บริษัทเลื่อนเปิดงาน ไฟว์ อิน วัน (5 In 1) ไทย แฟรนไชส์ แอนด์ เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2014 (ปีที่ 8) ไทยแลนด์ คอฟฟี่ ที แอนด์ ดริงก์ 2014 (ปีที่ 8) ไทยแลนด์ เบเกอรี่ แอนด์ ไอศกรีม 2014 (ปีที่ 8) งานท่องไทย ท่องโลก ครั้งที่ 8 และ ไทยแลนด์ ไบค์ แอนด์ เวฮิเคิล 2014 (ปีที่ 2) จากแผนเดิมต้นเดือน มี.ค. มาเป็น 27-30 มี.ค.นี้แทน
สำหรับการจัดงานดังกล่าวในครั้งนี้ มีจำนวนผู้ประกอบการหรือผู้ร่วมงานแสดงสินค้าอยู่ที่ 140 ราย ที่ให้ความมั่นใจเข้าร่วมแสดงสินค้าจากโอกาสของ 5 กลุ่มธุรกิจ ที่พบว่ายังมีแนวโน้มการเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟ เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และธุรกิจไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว ปัจจุบันมีเจ้าของธุรกิจรายย่อยในกลุ่มนี้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ
“งานดังกล่าวคาดมีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วันราว 2 แสนคน และมียอดขายภายในงานราว 220 ล้านบาท เติบโตจากการจัดงานปีก่อน 20%” นายกวิน กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทจะยังคงจัดงานแสดงสินค้าอย่างต่อเนื่องอีก 3 ครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศเศรษฐกิจภายในประเทศ จากกำลังซื้อภายในประเทศที่ดีอยู่แต่ยังชะลอการจับจ่ายออกไปก่อน จากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทประเมินว่าหากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายได้เร็ว กำลังซื้อผู้บริโภคระดับกลางจะฟื้นตัวเร็วเช่นกัน โดยปีนี้บริษัทวางเป้ารายได้เติบโต 20%
ทั้งนี้ บริษัทยังมองว่ากลุ่มภาคเอกชนขนาดใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี จะต้องปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าต่อไปด้วยกัน โดยในส่วนขององค์กรขนาดใหญ่อาจต้องลงทุนธุรกิจตามแผนเดิมเพื่อให้เกิดการจ้างงาน แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่อาจต้องชะลอไปก่อน
“เอสเอ็มอีจะต้องปรับแผนธุรกิจด้านต่างๆ ด้วย เช่น รูปแบบสินค้าบริการ ที่ตรงกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อรับกำลังซื้อที่เตรียมกลับมา หลังสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มคลี่คลาย และส่งผลดีต่อบรรยากาศการจับจ่าย แม้ว่ารัฐบาลจะดับเครื่องยนต์ไปก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลกับเศรษฐกิจ เห็นได้จากภาพรวมการส่งออกของไทยเดือน ก.พ.ที่ผ่านมายังเติบโตอยู่ที่ 2.43%” นายกวิน กล่าว







