posttoday
สนธิสัญญา เอ็มดีใหม่อินเทลฯ"ลงทุนไทยอันดับ2ในภูมิภาค"

สนธิสัญญา เอ็มดีใหม่อินเทลฯ"ลงทุนไทยอันดับ2ในภูมิภาค"

28 มีนาคม 2557

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

อินเทลฯ คือ ผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ของโลกที่ครองส่วนแบ่งตลาดหลัก ทั้งในตลาดโลกและตลาดไทย ดังนั้น การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจึงมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม ซึ่งในไทยเองทางไอดีซีบริษัทวิจัยตลาด ระบุว่า คาดการณ์ปีนี้ตลาดคอมพิวเตอร์มียอดขายรวมประมาณ 3 ล้านเครื่อง ติดลบประมาณ 5% นับรวมคอมพิวเตอร์ เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กทุกรูปแบบ แต่อินเทลฯ เห็นว่าสามารถผลักดันให้ตลาดกลับไปที่ 0% หรือไม่ติดลบได้

ในฐานะผู้พัฒนาและผลิตชิปประมวลผล ย่อมมีความสามารถในการผลักดันตลาดได้ ซึ่งขึ้นกับการวางกลยุทธ์และทิศทางการทำตลาดในปีนี้

สนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ คนใหม่ของ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ที่ได้รับการโปรโมทเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา แทน เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ บอกว่า ปัจจัยลบในไทยเห็นกันชัดเจนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คือ การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ทำให้นโยบายต่างๆ ไม่ได้รับการผลักดัน ผู้บริโภคขาดความมั่นใจและใช้จ่ายน้อยลง ประกอบกับหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากโครงการรถคันแรก และการรับจำนำข้าวที่จ่ายเงินช้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวก คือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง และภาคเอกชนที่มีศักยภาพแข่งขันได้ ขอเพียงได้รัฐบาลที่ดีมาขับเคลื่อนประเทศ รับรองว่าเศรษฐกิจภาคธุรกิจจะกลับมาเติบโตทันที ดูได้จากการที่ม็อบลดพื้นที่การชุมนุมลง เป็นสัญญาณบวกและทำให้คนกลับมาซื้อขายกันทันที ทำให้มั่นใจว่าถ้าไม่มีอะไรเลวร้าย ตลาดจะกลับมา 0% หรือไม่ติดลบนั่นเอง

“ต้องบอกว่าตอนนี้คนมีเงินแต่ไม่ซื้อ ดังนั้น ต้องทำให้คนซื้อ เพราะตลาดคอมพิวเตอร์ 70% เป็นคอนซูเมอร์ 30% เป็นองค์กร ต้องกระตุ้นการซื้อเป็นหลัก ส่วนภาครัฐแม้เดินหน้าโครงการใหญ่ไม่ได้ แต่แบ่งเป็นโครงการเล็กกระจายให้หน่วยงานอนุมัติจัดซื้อกันเองได้” สนธิญา กล่าว

สำหรับแผนลงทุนของอินเทลฯ ปีนี้ อินเทลฯ ลงทุนในไทยเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากกว่าไทย 4 เท่า แสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพสูง และพร้อมสำหรับการลงทุน ซึ่งภารกิจของเอ็มดีไทย คือ ต้องดึงงบลงทุนของอินเทลฯ มาลงที่ไทยให้มากที่สุด

ขณะที่การทำตลาดจะใช้ 3 แบรนด์หลักจากอินเทลฯ ได้แก่ อะตอม, เซเลรอน หรือเพนเทียม และคอร์ไอ เป็นตัวแบ่งหลัก และจะเน้นใน 3 ส่วน เริ่มจากตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่เดิมมีส่วนแบ่งตลาดน้อยมาก เพราะยังไม่ทำตลาดจริงจัง แต่ปีนี้พร้อมแล้ว ซึ่งมีชิปประมวลผลที่เหมาะกับการใช้งาน โดยจะมีสินค้าจากแบรนด์ต่างๆ ออกมาเร็วๆ นี้ เช่น เซนโฟนจากเอซุสและสมาร์ทโฟน เลอโนโว

ส่วนที่ 2 คือ ตลาดเดสก์ท็อป ที่มีความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ เช่น ทาวเวอร์แบบเดิม, ออลอินวัน และแบบเครื่องขนาดเล็ก ซึ่งมีการทำงานแบบทัชสกรีน, สั่งงานด้วยเสียง, การแสดงท่าทาง และการนำไปใช้งานก็มีความหลากหลายด้วยเช่นกัน ทั้งแบบเดิม เช่น เกมมิ่ง, ใช้ทำงานในออฟฟิศและการนำไปใช้ในบ้าน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการควบคุมโดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ซึ่งทั้งหมดหากใช้งานชิปประมวลผลของอินเทลฯ จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ตลาดอีกส่วนหนึ่ง คือ ตลาดโน้ตบุ๊ก ที่มีลักษณะเป็น2 อิน 1 อย่างชัดเจน นั่นคือ สามารถถอดได้ พับได้ หรือหมุนได้ แม้ตลาดจะชะลอตัวลงแต่ก็ยังมีขนาดตลาดที่ใหญ่ ซึ่งทุกๆ ชิปประมวลผลที่ขายได้ เป็นรายได้ประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากไทยมีตลาดรวม 3 ล้านเครื่อง อินเทลฯ จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้ เนื่องจากยังไม่รวมตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีความต้องการใช้งานชิปประมวลผลเช่นกัน

“ดาต้าเซ็นเตอร์ มี 3 ส่วน คือ คลาวด์, บิ๊กดาต้า และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงก์ เท่ากับมีความต้องการใช้ชิปประมวลผลที่รวดเร็ว ใช้พลังงานต่ำ ซึ่งการใช้งานจะโตขึ้นเรื่อยๆ” สนธิญา กล่าว

แผนงานของอินเทลฯ ในปีนี้ มีความชัดเจนที่ต้องการดึงเงินลงทุนจากบริษัทแม่มากระตุ้นตลาดในไทย แม้ว่าเอ็มดีจะขึ้นมารับตำแหน่งใหม่ไม่นาน แต่ได้ประสานงาน รับมอบงานมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมา แสดงว่าอินเทลฯ มีการเตรียมการทางธุรกิจอย่างดี เพื่อสร้างการเติบโตในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค