
ทิสโก้มองหุ้นสหรัฐยุโรปเสี่ยงถูกขาย
ทิสโก้ เวลธ์ มองหุ้นสหรัฐยุโรปโอกาสถูกขาย โยกเข้าหุ้นจีนราคาถูก “แอสเซท พลัส” ส่งกองใหม่ซื้อหุ้นทั่วโลก
ทิสโก้ เวลธ์ มองหุ้นสหรัฐยุโรปโอกาสถูกขาย โยกเข้าหุ้นจีนราคาถูก “แอสเซท พลัส” ส่งกองใหม่ซื้อหุ้นทั่วโลก
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ทิสโก้ เวลธ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมามองว่านักลงทุนขายหุ้นจีนเพื่อรับข่าวลบออกไปมากแล้ว จึงคาดว่านักลงทุนน่าจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนมาเข้าตลาดจีนเพิ่มขึ้น โดยตลาดหุ้นที่น่าจะถูกขายออกคือ สหรัฐและยุโรป เนื่องจากราคาหุ้นทำสถิติใหม่เพิ่มขึ้นตลอด จนทำให้ตอนนี้พี/อีตลาดของสหรัฐและยุโรปอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยแล้ว ผู้ลงทุนควรขายออกมาบ้างเพื่อลดความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้ เวลธ์ ยังมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจีนยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจลงทุนอันดับต้นๆ โดยราคาหุ้นถูกที่สุดในขณะนี้มีสัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (พี/อี) ต่ำที่ระดับ 6 เท่า หรือเท่ากับช่วงเกิดวิกฤตสหรัฐและยุโรป ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 7.5%
นอกจากนี้ พบว่านักลงทุนเริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นจีนต่อเนื่อง เห็นได้จากดัชนี Hang Seng China Enterprise (HShare) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 วันติด ซึ่งบางวันปรับขึ้นสวนทิศทางตลาดอื่น สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนตลาดหุ้นได้ มองว่าน่าจะเป็นโอกาสเข้าลงทุน เพราะหากตลาดหุ้นจีนกลับมายืนที่ระดับดัชนีเมื่อปลายปีที่แล้วคือประมาณ 11,000 จุด จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า 14% ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นจีนซื้อขายในระดับพี/อีต่ำมาต่อเนื่องกว่า 3 ปี เพราะดัชนีราคาหุ้นแกว่งผันผวน ขณะที่อัตราเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ต่อปี
ทิสโก้ เวลธ์ มองว่า หากภาพการกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในระยะยาว ตลาดหุ้นจีนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด ซึ่งมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มิเช่นนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ได้ตามเป้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาล เนื่องจากจะกระทบกับอัตราว่างงานและการบริโภคภายในประเทศของจีนเอง
ปัจจุบันรัฐบาลกลางจีนมีเงินเหลือมากเพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รอจังหวะที่เหมาะสม โดยคาดว่ารัฐบาลจีนอาจจะเริ่มจากการส่งเสริมการลงทุนก่อน เนื่องจากรัฐบาลจีนยังมีหนี้สาธารณะอยู่น้อย แต่หากได้ผลช้ารัฐบาลจีนยังมีนโยบายการเงินที่สามารถผ่อนคลายได้อีก เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ลดการตั้งสำรองหากมีการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดหุ้นจีนไม่ค่อยได้ แนะนำให้ลงทุนในกองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ลิ้งค์ คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น ระยะเวลาลงทุน 2 ปี มีกลไกป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวนนักลงทุนยังได้เงินต้นคืนทั้งจำนวนและเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนได้สอดคล้องไปตามการปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นจีน
ด้าน นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเสนอขายกองทุนเปิดแอสเซท พลัส สตาร์ 10 (ASPSTARS10) ถึงวันที่ 3 เม.ย. 2557 มีนโยบายลงทุนหุ้นทั่วโลกและใช้กลยุทธ์การจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม ตั้งเป้าผลตอบแทน 8% ภายใน 8 เดือน โดยจะทยอยจ่ายผลตอบแทน 2 ครั้ง ครั้งละ 4% เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับกระแสเงินระหว่างทางการลงทุน โดยครั้งแรกกองทุนจะรับซื้อคือหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ผ่านระดับราคา 10.40 บาท จากราคาเสนอขาย 10 บาท และจ่ายครั้งที่ 2 เมื่อ NAV ผ่านระดับราคา 10.80 บาท
“จากความเชี่ยวชาญในการจับจังหวะการลงทุนในหุ้นทั่วโลก กอปรกับสัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น แม้บริษัทฯ จะเล็งเห็นโอกาสสร้างกำไรในตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่นโยบายการลงทุนยังเปิดกว้างการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเน้นจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าได้ ทำให้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ASPSTARS10 จะเป็นทางเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้” นายรัชต์กล่าว
นายรัชต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Countries) จะเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีโอกาสเติบโตขึ้นได้ โดยนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าในปีนี้ GDP โลกจะเติบโตได้มากถึง 2.53.0% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของ GDP ที่ 2% เมื่อปี 2556 โดยเป็นการเติบโตที่มาจากการขยายตัวของประเทศสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นหลัก ในแง่มุมด้านการลงทุน มีการคาดการณ์ว่าปีนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเป็นตลาดหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้กว่า 17% เนื่องจากยังเป็นตลาดที่คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนสูงสุด โดยผลประกอบการในไตรมาส 4/2556 ที่ผ่าน บริษัทจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นมีกำไรเติบโตกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่ที่ประมาณ 15% ทำให้นักวิเคราะห์ยังคงเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในบริษัทจดทะเบียนจากประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปจะเติบโตสูงเฉลี่ยประมาณ 14% สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ กลุ่มการเงินธนาคาร กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มการแพทย์







