posttoday
ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและความเสี่ยงที่คุณรับได้

ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและความเสี่ยงที่คุณรับได้

27 มีนาคม 2557

ผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งไตรมาส ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรกสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีต่างจากที่นักวิเคราะห์ต่างๆ คาดการณ์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,224.62 จุด มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,370 จุด ภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ส่งผลให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (Year To Date : YTD) ของ SET Index อยู่ที่ประมาณ 5%

ผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งไตรมาส ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรกสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีต่างจากที่นักวิเคราะห์ต่างๆ คาดการณ์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,224.62 จุด มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,370 จุด ภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ส่งผลให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (Year To Date : YTD) ของ SET Index อยู่ที่ประมาณ 5%

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นมานาน หรือเข้าซื้อตอน SET Index อยู่ในระดับสูง คงเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง ส่วนนักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมั่นใจเข้าซื้อหุ้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดเช่นนี้ยังไม่ใช่ “ภาวะตลาดกระทิง” แต่เป็นภาวะที่ตลาดฟื้นตัวหลังจากที่มีการปรับตัวลดลงติดต่อกันนานหลายเดือน

สำหรับคอลัมน์นี้จะกล่าวถึงปัญหาหนึ่งที่นักลงทุนมักจะเจอในภาวะตลาดหุ้นร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงปี 2013 ที่เพิ่งผ่านไป คือ ภาวะที่นักลงทุนมีการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากเกินไป หรือ “Overinvestment” ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนมีโอกาสขาดทุนได้มากกว่าความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

ทั้งนี้ คำถามที่มักจะเจออยู่เสมอจากผู้ลงทุนก็คือ

ในระยะยาวแล้ว เราควรถือหุ้น/กองทุนหุ้นในสัดส่วนเท่าใดจากเงินลงทุนทั้งหมดที่เรามี?

หากมองในมุมมองแบบอนุรักษนิยม (Conservative) โดยใช้ระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้มาเป็นตัวกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นในระยะยาว และจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสมระหว่างสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

คำถามต่อมา คือ ระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ คืออะไร?

ในที่นี้จะกล่าวถึงความทนทานต่อผลขาดทุนเป็นร้อยละจากเงินต้นที่ลงทุน หรือมูลค่าการลดลงที่เป็นร้อยละของมูลค่าพอร์ตโดยรวมของนักลงทุน

ต่อมาคำถามก็คือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง คืออะไร?

สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ในที่นี้จะกล่าวถึงตราสารหนี้ภาครัฐที่ไม่มี ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ และกองทุนตราสารหนี้ภาครัฐ

สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง คือ หุ้นสามัญ และกองทุนรวมดัชนีที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม

ซึ่งการจัดสรรพอร์ตการลงทุนระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้เป็นหลัก

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. มีความมั่งคั่งโดยรวมในพอร์ตอยู่ที่ 10 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสูงสุดหรือการลดลงของมูลค่าพอร์ตที่ยอมรับได้อยู่ที่ 20% นั่นหมายความว่า ผลขาดทุนหรือการลดลงของมูลค่าพอร์ตการลงทุนโดยรวมที่นาย ก. ยอมรับได้คือ 2 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้นาย ก. มีมูลค่าพอร์ตการลงทุนโดยรวมเหลือ 8 ล้านบาท นาย ก. ควรจะลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนเท่าใด?

สูตรอย่างง่ายสำหรับสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในหุ้นของนักลงทุนทั่วไป มีดังนี้

นาย ก. ความเสี่ยงสูงสุดที่นาย ก. ยอมรับได้คือ 20%

ตัวแปรต่อไปที่ต้องเติมลงไปในสูตรคือ ความเสี่ยงที่เป็นไปได้สูงสุดของตลาดหุ้นโดยเฉลี่ย ค่าดังกล่าวควรจะเป็นเท่าใด?

สำหรับการลงทุนในหุ้นในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลก (ใช้ MSCI AC Index เป็นตัวแทน) รวมถึงดัชนีหุ้นไทย (ใช้ SET Index เป็นตัวแทน) มีการปรับตัวลดลงสูงสุดคือประมาณ 5060% สำหรับการคำนวณนี้จะใช้ตัวเลขความเสี่ยงที่เป็นไปได้สูงสุดของตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยที่ 50%

ดังนั้น ในระยะยาว นาย ก. ควรมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเท่ากับ

จากการคำนวณในระยะยาว นาย ก. ควรมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 40% ของมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้นโดยรวม (คำนวณจาก 20% หารด้วย 50%) หรือจากเงินลงทุนที่มีทั้งหมด 10 ล้านบาท นาย ก. ควรลงทุนในหุ้นไม่เกิน 4 ล้านบาท และเงินที่เหลือคือ 6 ล้านบาท ควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ

หากเกิดกรณีภาวะตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักหรือมีวิกฤตทางการเงินเกิดขึ้นอย่างรุนแรง มูลค่าการลงทุนในหุ้นของนาย ก. อาจลดลงถึง 50% จำนวนเงินที่นาย ก. ลงทุนในหุ้นเป็นจำนวน 4 ล้านบาท จะมีมูลค่าหุ้นลดลงไปประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นาย ก. ยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนสูง อาจปรับตัวเลขความเสี่ยงที่เป็นไปได้สูงสุดให้ลดลงจาก 50% เหลือประมาณ 3040%

ตัวเลขสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ได้จากการคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณ นักลงทุนอาจมีการปรับสัดส่วนเบี่ยงเบนไปจากตัวเลขที่ได้จากสูตรตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพึงระวังการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อมูลค่าการลงทุนโดยรวมจนเกินสิ่งที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ ตารางด้านล่างแสดงถึงความสัมพันธ์ของสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้จากสมมติฐานความเสี่ยงที่เป็นไปได้สูงสุดเท่ากับ 50%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน