
นันยางหวังแบ็กทูสคูลฟื้น
แบ็ก ทู สคูล คึกคัก หลังพ่อแม่อั้นไม่ซื้อสินค้าเป็นปี ฉุดตลาดรองเท้านักเรียนนิ่ง
แบ็ก ทู สคูล คึกคัก หลังพ่อแม่อั้นไม่ซื้อสินค้าเป็นปี ฉุดตลาดรองเท้านักเรียนนิ่ง
นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรองเท้า เสื้อผ้านักเรียน ในช่วงแบ็ก ทู สคูล ปีนี้จะคึกคักขึ้น หลังจากปีที่ผ่านมา พ่อแม่ระมัดระวังการจับจ่าย ส่งผลให้ตลาดรองเท้านักเรียนมูลค่า 5,000 ล้านบาทไม่เติบโต จากปกติเติบโตปีละ 57%
ขณะที่ภาพรวมตลาดรองเท้านักเรียนปีนี้คาดว่าจะเติบโต 35% หรือมีมูลค่า 5,200 ล้านบาท แบ่งเป็น รองเท้าผ้าใบ สัดส่วน 61% และรองเท้านักเรียนผู้หญิง 28% ส่วนอีก 11% เป็นรองเท้าอื่นๆ โดยนันยางมีส่วนแบ่งตลาด 38%
สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทปีนี้จะทุ่มงบ 65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีที่ผ่านมาใช้ 50 ล้านบาท เพื่อขยายฐานกลุ่มเด็กประถม 7-12 ปี เพิ่มสัดส่วนจาก 25% เป็น 30% จากที่ผ่านมาฐานลูกค้านันยางจะเป็นเด็กมัธยมศึกษา 13-18 ปี สัดส่วน 75% ล่าสุดได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ภายใต้แนวคิด “นันยาง ยืดหยุ่น เวรี่สบาย”
นอกจากนี้ ได้เร่งขยายช่องทางจำหน่ายร้านค้ามากกว่า 4,000 แห่ง พร้อมกับนำสินค้าร่วมแคมเปญแบ็ก ทู สคูล กับโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และขยายจำหน่ายบนเว็บไซต์ อีกทั้งบริการจัดจำหน่ายในโรงเรียน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายเติบโต 10%
ซึ่งการแข่งขันช่วงแบ็ก ทู สคูล มีความรุนแรง จากการมีคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาด 6 แบรนด์ โดยเฉพาะสินค้าไฟท์ติ้งแบรนด์จำหน่ายราคาถูกกว่า 100 บาท ออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่กำลังการซื้อไม่ดี ในช่วงแบ็ก ทู สคูล ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 12%
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 8% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 1,100 ล้านบาท และผลักดันให้มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 38% เป็น 40-42% จากตลาดรองเท้าผ้าใบมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนเอสซีเอสมีส่วนแบ่ง 28% เป็นอันดับสอง
ด้านนายชัยพัชร์ ซอโสติถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น 10% ทั้งจากแรงงานคน วัตถุดิบ เชื้อเพลิง ซึ่งบริษัทไม่มีแผนจะปรับราคารองเท้าผ้าใบเพิ่มขึ้น จำหน่ายราคาเดิม 285 บาท ทำให้ช่วง 2555-2557 วางแผนใช้งบ 150 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มขยายกำลังผลิต 20-25% และลดแรงงานคน มาเพิ่มเป็นการใช้เครื่องจักรแทนจาก 15% จะเพิ่มเป็น 30% รวมทั้งบริหารความเสี่ยงการสต็อกสินค้า
สำหรับรายได้สิ้นนี้ บริษัทตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 8% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 1,100 ล้านบาท และผลักดันให้มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 38% เป็น 40-42% จากตลาดรองเท้าผ้าใบมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนเอสซีเอส มีส่วนแบ่ง 28% เป็นอันดับสอง







