posttoday
สุธากัญจน์ปูนขาวแห่งแรก

สุธากัญจน์ปูนขาวแห่งแรก

24 มีนาคม 2557

บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) ผู้ประกอบธุรกิจทั้งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวรายใหญ่ของประเทศ เตรียมผันบริษัทซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแปลงเป็นบริษัทมหาชน และพร้อมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 75 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท ให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) วันที่ 2628 มี.ค. และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ หลังจากเลื่อนมาตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) ผู้ประกอบธุรกิจทั้งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวรายใหญ่ของประเทศ เตรียมผันบริษัทซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแปลงเป็นบริษัทมหาชน และพร้อมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 75 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท ให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) วันที่ 2628 มี.ค. และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ หลังจากเลื่อนมาตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

ล่าสุด SUTHA เพิ่งเซ็นสัญญาตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคที ซีมิโก้ บล.เอเซีย พลัส และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นแกนนำและผู้ร่วมจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอ ที่ 3.7 บาทต่อหุ้น

บล.เคที ซีมิโก้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำจำหน่ายหุ้น ระบุว่า ราคาไอพีโอให้ส่วนลดมากกว่า 20% จากช่วงราคามูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ซึ่งนักวิเคราะห์ในตลาดให้ไว้ 4.75 บาท

นอกจากนั้น จะเสนอขายหุ้นให้นักลงลงทุนรายย่อย 95% และนักลงทุนสถาบันเพียง 5% เนื่องจากมีจำนวนหุ้นที่เสนอขายน้อย หากขายสถาบันมากอาจทำให้บริษัทมีปัญหาสภาพคล่อง (ฟรีโฟลต) ในอนาคตได้

SUTHA มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 11 เท่า ถูกกว่าพี/อีหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่อยู่ที่ 12 เท่า

นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเป้าหมายปี 2557 ที่ 4.91 บาท ให้ความเห็นว่า คิดเป็นพี/อี 10.4 เท่า และราคาตามมูลค่าบัญชี (พี/บีวี) ที่ 2.1 เท่า สอดคล้องค่าเฉลี่ยพี/อีและพี/บีวีที่ 2.1 เท่า สอดคล้องค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นในตลาดโลกที่ดำเนินธุรกิจปูนขาวคล้าย SUTHA

นอกจากนี้ หากพิจารณาอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ยในปี 2557 พบว่าสูงถึง 22% และคาดการณ์ผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2557 ที่ 4%

บล.แห่งนี้ประเมินอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ไว้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะเติบโตเฉลี่ย 11.2% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากปริมาณขายปูนที่ปรับขึ้นขึ้น 7% ซึ่งมาจากการคาดการณ์ว่าปี 2557 SUTHA จะมีกำลังการผลิตเดินเครื่องได้เต็มที่ทั้งหมด 6 เตา พร้อมกับแนวโน้มต้นทุนที่จะลดลงจากการเริ่มใช้เครื่องบดถ่านหินชนิดระเหยได้ง่ายในปีนี้ ส่งผลให้ควบคุมหรือเลือกใช้ถ่านหินได้หลากหลายประเภทมากขึ้น หลังจากที่ได้เงินระดมทุนไปซื้อเครื่องบดถ่านหินใหม่

ด้านนักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเป้าหมาย 5 บาทได้เทียบกับหุ้นในหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยเทียบพี/อีอดีตได้ค่าเฉลี่ยหมวดที่ 10.4 เท่าและคิดเป็นพี/บีวีของปีนี้ที่ 1.98 เท่า

SUTHA ถือเป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายปูนขาวแห่งแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และยังเป็นบริษัทแรกของ จ.ลพบุรี ที่เข้าร่วมโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ SUTHA มีการผลิตและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด 3 ประเภท อย่างแรก คือ ปูนขาว ซึ่งมีทั้งประเภทปูนขาวร้อนและปูนไฮเดรต ซึ่งเป็นประเภทสินค้าที่มีสัดส่วนรายได้มากที่สุด อย่างที่สอง คือ สินค้าประเภทแคลเซียมคาร์บอเนตที่นำไปใช้ประโยชน์เป็นตัวเติมเต็ม เพิ่มปริมาณและสารเพิ่มความขาวในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น พลาสติก ยาง และสี ซึ่งในอนาคตบริษัทจะมีการเพิ่มการลงทุนให้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ

“ปัญชฤทธิ์ มนต์เสรีนุสรณ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เล่าว่า แม้บริษัทเพิ่งจะมีการจัดตั้งเมื่อปี 2546 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท หรือปีนี้เข้าสู่ปีที่ 11 แต่การทำธุรกิจปูนขาวได้ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าเป็นเวลา 3040 ปีแล้วที่มีเหมืองปูนขาว จากนั้นมีการสานต่อจากคุณอา “เกียรติกุล” ที่เป็นยุคที่มีความตั้งใจศึกษาและรู้จริงด้านเคมีภัณฑ์ จึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาสินค้า มีทีมพัฒนาวิศวกรของตัวเองที่ทุ่มให้การศึกษาและพัฒนาจนสามารถสร้างเครื่องจักรที่มีการผลิตปูนขาวได้ด้วยตัวเอง เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิของปูนขาว ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตได้ดีกว่าคู่แข่ง

จนถึงวันนี้บริษัทมีกำลังการผลิตที่ 3.28 แสนตันต่อปี และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม เทียบกับเมื่อปี 2540 ที่บริษัทเริ่มมีโรงงานมีกำลังการผลิตที่ 1.08 แสนตันต่อปี แต่อัตราการทำกำไรของบริษัทกลับเป็นที่หนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบัน เพราะมีการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ อีกทั้งมีผลิตภัณฑ์ปูนขาวให้เลือกใช้เป็นทั้งแบบก้อน แบบเกล็ดและผง เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้ใช้งานตามความต้องการของลักษณะงาน

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมที่ใช้ปูนขาวไปใช้ในกระบวนการผลิตมีหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเหล็กที่นำไปใช้ในขั้นตอนการหลอมเหล็ก เพราะจะช่วยดึงสารเจือปนต่างๆ โดยมีลูกค้าอย่างบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH น้ำตาล เคมี กระดาษ เหมืองแร่ ก่อสร้าง น้ำประปา ไฟฟ้า บำบัดน้ำเสีย

“เดิมบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหลักถึง 4050% ของกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งตั้งแต่ปี 2556 บริษัทพยายามจะลดสัดส่วนให้น้อยลงเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะอุตสาหกรรมเหล็กลง โดยปีที่แล้วเหลือเพียง 29% และกระจายไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเน้นกลยุทธ์เลือกส่งให้กับลูกค้าที่ทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิที่ดีขึ้นได้” ปัญชฤทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ความต้องการใช้ปูนขาวเพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมนำมาใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันความต้องการมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเทียบกับประเทศแถบยุโรปมีการใช้ปูนขาวในอุตสาหกรรมมาเป็นเวลา 100 ปี ทำให้บริษัทตัดสินใจที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเพราะเห็นโอกาสเติบโตอีกมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่จะเริ่มมีการประกาศใช้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกจำหน่ายปูนขาวเพียงเล็กน้อยในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในประเทศลาวหรือเพียง 1 บริษัท และปีนี้คาดว่าจะได้ลูกค้าใหม่เพิ่มจากการเป็นพันธมิตรกับ บล.เคที ซีมิโก้ ที่จะแนะนำลูกค้าที่ต้องการใช้ปูนขาวในอุตสาหกรรมประเทศลาวให้ รวมถึงประเทศอื่นในอาเซียน

ล่าสุด เมื่อปลายปี 2556 SUTHA ได้ประกาศร่วมทุนกับ PT. Krakatau Industrial Estate Cilegon (KIEC) บริษัทย่อยของ PT. Krakatau Steel ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย โดยใช้เงินจำนวน 20 ล้านบาท ในการเข้าไปถือหุ้น 10%

บริษัทคาดว่ามีโอกาสที่จะเป็นผู้จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตปูนขาวขนาด 150 ตัน/วัน จำนวน 3 เตา ให้กับบริษัทร่วมทุนเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมเหล็ก ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่บริษัทมีการรับรู้รายได้จากงานออกแบบวิศวกรรมจากการผลิตเครื่องจักรผลิตปูนขาวให้บริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนทั้งหมด 277.5 ล้านบาท นำไปลงทุนขยายกิจการ ประกอบด้วย ขยายการผลิตแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ลงทุนระบบและเครื่องบดถ่านหินชนิดระเหยง่าย ลงทุนในกิจการที่เกี่ยวกับปูนขาว และที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมทั้งคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีหนี้สถาบันการเงินประมาณกว่า 300 ล้านบาท

หลังระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วจะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ลดลงไปอยู่ที่ 1.2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.8 เท่า ขณะที่บริษัทกำหนดนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

สำหรับผลประกอบการของ SUTHA ปีนี้คาดว่าจะทำได้ 1,600 ล้านบาท มาจากธุรกิจจำหน่ายปูนขาว 1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15% ที่มีรายได้ 857 ล้านบาท ขณะที่อีก 600 ล้านบาท จะมาจากธุรกิจวิศวกรรม ซึ่งจะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทปีนี้มาจากธุรกิจเดิม 80% และธุรกิจใหม่ 20%

ผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง ปี 25542556 รายได้ 750 ล้านบาท 837 ล้านบาท และ 857 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิปี 25542556 ทำได้ 74.2 ล้านบาท 111.9 ล้านบาท และ 101.3 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเหตุผลที่ปีก่อนบริษัทมีรายได้เติบโตเพียง 2% หรือกำไรสุทธิที่ลดลงไป เนื่องจากบริษัทมีการซ่อมบำรุงเตาหลอมปูนขาวไป2 เตา เป็นเวลาเฉลี่ยเตาละ 23 เดือน จากทั้งหมดที่มีจำนวนเตาทั้งหมด 6 เตา ซึ่งเป็นปกติที่ครบ 5 ปี บริษัทจะต้องมีการปิดเตาเพื่อซ่อมบำรุง

บริษัทยังไม่ได้รับกระทบจากภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่อย่างใด ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็มีการปรับราคาปูนขาวขึ้นประมาณ 8% แล้ว ประกอบกับมีเป้าหมายและกลยุทธ์ในการบริหารงานที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าจะทำอัตรากำไรสุทธิให้มากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 11.8% จาก 3 ปีก่อนหน้า หรือตั้งแต่ปี 25542556 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 9.9% 13.3% และ 11.8% ตามลำดับ

สำหรับการลงทุนหุ้นนี้มีความเสี่ยง 2 ประการ คือ บริษัทไม่สามารถซื้อหินปูนได้ในปริมาณและคุณภาพที่บริษัทต้องการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทหากประสบปัญหาขาดแคลนหินปูน โดยหากราคาหินปูนปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ 100 บาท จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ SUTHA ให้ปรับตัวลดลง 20% จากประมาณการปี 2557

นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงที่บริษัทไม่สามารถจัดหาถ่านหินในราคาและคุณภาพที่ต้องการได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยหากต้นทุนถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อกิโลกรัม จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ SUTHA ให้ปรับตัวลดลง 24% จากประมาณการปี 2557

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน