posttoday
"มิสทิน" มุ่งโกลบอลแบรนด์ผุดร้านโชว์เคสดูดเงินต่างชาติ

"มิสทิน" มุ่งโกลบอลแบรนด์ผุดร้านโชว์เคสดูดเงินต่างชาติ

21 มีนาคม 2557

จากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ผันผวนตลอดเวลา ทำให้เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่จัดจำหน่ายผ่านสาวมิสทินในช่องทางขายตรง ผงาดบนเวทีระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดได้เริ่มเปิดมิสทินช็อปในรูปแบบร้านโชว์เคสที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

จากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ผันผวนตลอดเวลา ทำให้เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่จัดจำหน่ายผ่านสาวมิสทินในช่องทางขายตรง ผงาดบนเวทีระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดได้เริ่มเปิดมิสทินช็อปในรูปแบบร้านโชว์เคสที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ทดลองเปิดมิสทิน โชว์เคส ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเครื่องสำอางต้นแบบชั่วคราว ระยะเวลา 5 เดือน ที่กรุงปารีสเป็นแห่งแรก เนื่องจากตลาดในประเทศยุโรปเติบโตมากขึ้น และมีแผนจะเปิดโชว์เคสในรูปแบบดังกล่าวที่ประเทศอื่นๆ เช่นกัน อาทิ รัสเซียและเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

“ประเทศที่เราเข้าไปเปิดร้านโชว์เคส เพื่อเพิ่มคู่ค้าทางธุรกิจ อย่างใน 1 สัปดาห์ที่ทดลองเปิดในฝรั่งเศสไปแล้ว พบว่า มีคู่ค้าที่สนใจนำสินค้ามิสทินเข้าไปทำตลาดไม่ต่ำกว่า 2030 ราย โดยมาจากอังกฤษ รัสเซีย และโปแลนด์ ซึ่งสินค้าของเรามีจุดขายที่คุณภาพดีและราคาขายที่ต่ำกว่าเครื่องสำอางแบรนด์ยุโรปถึง 2 เท่าตัวเนื่องจากเมื่อเป็นอียู หรือตลาดเดียวกันในยุโรป ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสในการทำตลาดเพื่อมุ่งสู่ระดับโลก” ดนัย กล่าว

สำหรับภาพรวมของธุรกิจบริษัท พบว่า ช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 กำลังซื้อลดลงไป 5% เมื่อเทียบปี 2555 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ผู้บริโภคเริ่มไม่มั่นใจในอนาคต รายได้ อารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยไม่เกิด ซึ่งถือว่ากระทบไม่มากนัก เนื่องจากได้กลุ่มลูกค้าระดับเอและบี หันมาสนใจสินค้าคุณภาพ แต่ราคาประหยัด

“ที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าภาคการเกษตรถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาราคาภาคการเกษตรปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะราคาข้าว ทำให้ต้องพยายามขยายฐานไปสู่ระดับบนขึ้นด้วย เน้นคุณภาพสินค้าดี และพยายามตรึงราคาสินค้าไว้เท่าเดิม แม้ว่าวัตถุดิบจะเริ่มขยับปรับตัวขึ้น ด้วยการไปหาแหล่งในการผลิตใหม่ๆอย่างเช่นเวียดนาม ที่มีต้นทุนด้านแรงงานที่ต่ำกว่าไทย” ดนัยกล่าว

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการทำตลาดในรูปแบบบีโลว์เดอะไลน์มากขึ้น เช่น การให้รางวัลหรือคะแนนกับสมาชิกเพิ่มขึ้น ของรางวัลใหญ่ขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้จำหน่ายทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง เห็นได้จากการซื้อต่อ 1 ใบเสร็จ 1,530 บาท ในปี 2556 ลดลงเหลือ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ ในไตรมาสแรกปีนี้ จากสมาชิกกว่า 1.3 ล้านราย ซึ่งก็คาดว่ากำลังซื้อคงจะไม่ต่ำลงไปกว่านี้แล้ว

ขณะเดียวกัน บริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศอาเซียนมากขึ้น โดยในเดือน พ.ค.นี้จะเปิดสำนักงานในกัมพูชา ส่วนในลาวซึ่งเป็นการร่วมทุนนั้น จะเปิดอย่างเป็นทางการกลางปีนี้ ขณะที่ตลาดพม่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนแล้ว 12 ปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นขายตรงชั้นเดียว

“ปีที่ผ่านมามีการซื้อสินค้ารวมมากกว่า 5.7 หมื่น รายการและแนวโน้มจะมีเพิ่มขึ้น ล่าสุดบริษัทได้เร่งเจรจาเพื่อหาสินค้ากลุ่มใหม่เช่น การขายประกันโดยสาวมิสทิน” ดนัย กล่าว

จากเป้าหมายการเติบโต 5% จากปี 2556 ที่มียอดขายรวม 1.36 หมื่นล้านบาท ดนัย มั่นใจว่าเป็นเป้าที่สามารถทำได้ในภาวะเศรษฐกิจการเมืองผันผวนเช่นนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน