posttoday
วันสุดท้ายที่ออมสินของ  วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี

วันสุดท้ายที่ออมสินของ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี

21 มีนาคม 2557

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประชาชนแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินแสนล้านบาท เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะไม่พอใจที่ธนาคารออมสินให้กู้อินเตอร์แบงก์แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องจ่ายเงินค่าข้าวที่ค้างชำระจากชาวนา จนทำให้ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

เวลาที่ผ่านไปเดือนกว่าๆ ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อวานนี้วรวิทย์ได้เปิดแถลงข่าวอำลาตำแหน่ง และถือโอกาสร่ำลาพนักงาน โดยใบลาออกกำลังจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มี.ค.นี้

วรวิทย์ชี้แจงผลงานในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่เขาอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 13 ธ.ค. 2555 ว่า เขาสามารถผ่านผลการประเมินตามเกณฑ์วัดของกระทรวงการคลังได้คะแนนเต็ม 5 ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้หนี้นอกระบบรายละไม่เกิน 2 แสนบาท การปล่อยกู้เอสเอ็มอีรายที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ด้านฐานะทางการเงิน พบว่า สินทรัพย์เพิ่มจาก 1.96 ล้านล้านบาท ในปี 2555 เป็น 2.17 ล้านล้านบาท ในปี 2556 เงินฝากเพิ่มจาก 1.67 ล้านล้านบาท เป็น 1.87 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1112% สินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 1.58 ล้านล้านบาท เป็น 1.67 ล้านล้านบาท เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อยจาก 1.06% เป็น 1.14% ของยอดสินเชื่อรวม เปิดสาขาได้ครบ 1,000 แห่งในวันครบรอบ 100 ปี และปัจจุบันมีสาขา 1,011 สาขา

ขณะที่สภาพคล่องที่ไหลออกเป็นแสนล้านบาท จากที่ก่อนหน้าจะมีเรื่องสภาพคล่องอยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20% ของเงินฝาก มาปัจจุบันสภาพคล่องมาอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท หรือราว 10% ซึ่งตอนนี้สภาพคล่องเข้ามาวันละ 2,0003,000 ล้านบาท เพราะมีเงินฝาก 11 เดือน ที่ให้ดอกเบี้ย 3.53% ถือว่าสภาพคล่องปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการปล่อยกู้ที่ชะลอตัวลง เพราะการมีสภาพคล่องสูงเกินไปจะเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับด้วย

“การลาออกของผมไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กร เพราะผู้อำนวยการธนาคารออมสินทุกคนได้วางระบบการทำงานที่ดี เตรียมความพร้อมเรื่องระบบคอร์แบงก์กิ้ง และยังมีรองผู้อำนวยการอีกถึง 7 คน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้แต่งตั้ง ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส มาเป็นรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

อีกทั้งเป้าหมายการดำเนินงานปีนี้ตั้งไว้ไม่สูง เพราะได้มีการปรับเป้าหมายตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงแล้ว เช่น ผลจากการที่มีรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติงบผูกผันได้ จะทำให้สินเชื่อภาครัฐหดตัวประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยสิ่งที่ห่วง คือ การปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีที่กำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไปด้วย” วรวิทย์ กล่าว

วรวิทย์ กล่าวว่า ตอบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่ดีในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานในสถาบันการเงินที่ไม่ควรจะยึดแต่เรื่องระเบียบกฎหมายเพียงอย่างเดียว อย่างที่ทราบๆ กันเรื่องการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ที่เรายึดแต่เรื่องระเบียบแต่ลืมมองเรื่องผลกระทบด้านอื่น จากนี้คงต้องดูที่เรื่องระเบียบและผลกระทบอื่นๆ ควบคู่กันไป

“ผมไม่ปฏิเสธเรื่องที่คอนเนกชั่นกับการเมือง เพราะตำแหน่งระดับนี้ต้องรู้จักการเมืองอยู่แล้ว แต่ที่ผมภูมิใจ คือ ผมไม่เคยโดนโจมตีเรื่องการทำงานล้มเหลว หรือรับผลตอบแทนจากคนอื่น และไม่เคยถูกตรวจสอบจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะผมไม่เคยใช้คอนเนกชั่นในการทำงานที่ไม่เหมาะสม” วรวิทย์ กล่าว

สำหรับบรรยากาศการทำงานวันสุดท้ายนี้ วรวิทย์ได้เข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของธนาคารออมสิน และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 หลังจากนั้นก็ได้แถลงข่าวขอบคุณสื่อและพบกับพนักงานธนาคารออมสิน ที่เดินทางจากทั่วประเทศเพื่อมารอให้กำลังใจเป็นการส่งท้ายการทำงานที่ธนาคารออมสินมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งในทุกช่วงเวลาวรวิทย์มีอาการตาแดงและน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา

นอกจากนี้ วรวิทย์ได้เขียนสาสน์สุดท้ายถึงพนักงานธนาคารออมสินทุกคน เรื่องวันสุดท้าย...จากใจ “วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี” ซึ่งเขาเล่าว่า การได้ทำงานที่ธนาคารออมสินจนได้ขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินถือเป็นเกียรติยศของชีวิต และขอยืนยันว่า “ไม่มีวันใดเลย ที่ผมไม่รักธนาคารออมสิน เพราะถ้าไม่มีธนาคารออมสิน ก็ไม่มีผมในวันนี้”

สิ่งที่วรวิทย์กล่าว พนักงานของธนาคารออมสินคงรู้แก่ใจดี และเชื่อว่าการรับผิดชอบด้วยการลาออกโดยไม่ยอมทำผิดกฎหมายนั้น ถือว่าเป็นการรักษาองค์กรทางหนึ่ง สมกับที่เขายืนยันว่า

“ไม่มีวันใดเลย ที่ผมไม่รักธนาคารออมสิน”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน