
อินเด็กซ์ฯแตกแขนงธุรกิจลุยเอชอาร์รับเทรนด์คนหายาก
จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนผนวกกับปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยังไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับทัพ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนผนวกกับปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยังไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับทัพ กระจายธุรกิจรับมือกับปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างธุรกิจอีเวนต์ ที่จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งขึ้นรับกับความเสี่ยงที่ไม่อาจจะเลี่ยงได้
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เปิดเผยว่า ในอดีตหลายคนอาจเข้าใจว่าอินเด็กซ์เป็นบริษัทที่ทำด้านอีเวนต์อย่างเดียว แต่ 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทกระจายไปธุรกิจเชื่อมโยงมากขึ้น ภายใต้กรอบการเป็นบริษัทที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน สาเหตุสำคัญเพราะมองเห็นธุรกิจอีเวนต์ในไทยมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่ตลาดเผชิญปัจจัยลบรุมเร้า โดยเฉพาะการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงขาลง การเพิ่มขาธุรกิจจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้
ธุรกิจล่าสุดบริษัทได้เข้าร่วมทุนกับ เนตรปรียา มุสิกไชย ชุมไชโย หรือครูเคท ผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับจิตใต้สำนึก เปิดบริษัท อินสปายริ่ง วิสดอม ทำธุรกิจพัฒนาทรัพยากรบุคคล เน้นให้ทลายกำแพงความกลัวที่เป็นอุปสรรคต่อการก้าวสู่ความสำเร็จโดยดึงศักยภาพที่มีออกมาใช้ ซึ่งหากจับตลาดพัฒนาทรัพยากรบุคคลได้ก็มีโอกาสโตมาก เพราะทุกองค์กรต่างประสบปัญหาทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะบุคลากรที่หายาก ตั้งเป้าหมายปีแรกมีลูกค้าองค์กร 25 ราย ปีต่อไปเพิ่ม 20% และภายในปีนี้คงได้เห็นบริษัทเพิ่มขาธุรกิจใหม่อีก 23 กลุ่ม
“ธุรกิจที่ขยายจะเชื่อมโยงธุรกิจที่ทำอยู่ นอกจากนี้จะปรับโครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่เดิมแล้วอาจยุบรวมบริษัทย่อยบางแห่งเข้าด้วยกัน หากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งอาจขายหุ้นบางบริษัทออกไป หรือปิดบริษัทหากเห็นว่าไม่สอดคล้องทิศทางการดำเนินงานบริษัท คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเดือน มิ.ย.นี้” เกรียงไกร กล่าว
สำหรับไตรมาสแรกธุรกิจอีเวนต์มีรายได้ลดลงแล้ว 10% ทั้งปีอาจลดถึง 20-30% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง แต่ปัจจุบันบริษัทเริ่มลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอีเวนต์ในประเทศลงแล้ว จากเดิม 80% ลดเหลือ 70% ธุรกิจอื่น 30% เหลือ 20% โดยกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์และธุรกิจอีเวนต์ในต่างประเทศจะเป็นธุรกิจสำคัญที่ผลักดันรายได้ให้เติบโต ในส่วนของการรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ เดิมมี 4 รายการ แต่หลังจากนี้จะมีไม่ต่ำกว่า 10 รายการ ผลิตป้อนทีวีดิจิตอลมากกว่า 5 ช่อง คาดว่าจะสร้างรายได้รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์เพิ่มเป็น 50 ล้านบาทในปีนี้ จากปีที่แล้วมีไม่ถึง 5 ล้านบาท ขณะที่อีเวนต์ต่างประเทศตั้งเป้า 4 ปีข้างหน้า อาจสร้างรายได้สูงกว่า 50% ของรายได้รวม
ขณะที่ เนตรปรียา มุสิกไชย ชุมไชโย ผู้ก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา บริษัทอินสปายริ่ง วิสดอม กล่าวว่า สาเหตุที่ร่วมมืออินเด็กซ์ฯ เปิดธุรกิจพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพราะมองว่าบริษัทพัฒนาบุคลากรที่มีในปัจจุบันให้น้ำหนักที่การจัดฝึกอบรม ให้ความรู้เป็นหลัก เมื่อจบการอบรมก็ทำให้พนักงานบริษัทที่ร่วมอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงชั่วคราว ไม่นานทุกอย่างกลับสู่ภาวะเดิม จึงได้ร่วมมือกับทีมงานที่เชี่ยวชาญสร้างหลักสูตรและกิจกรรมใหม่ๆ สำหรับใช้พัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพขึ้น รองรับความต้องการของบริษัทในยุคนี้ที่ประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคคล
ผลิตภัณฑ์ที่ทำมี 3 กลุ่ม คือ 1.บริการสำหรับองค์กร โดยฝึกอบรมและพัฒนาคนจากภายใน ดึงศักยภาพบุคลากรทุกระดับในองค์กรมาใช้ตอบสนองเป้าหมายที่องค์กรวางไว้ 2.บริการสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการพัฒนาตนเอง เน้นให้รู้จักตัวเองลึกซึ้ง และ3.บริการเครือข่ายพัฒนาบุคลากรอาเซียน สำหรับพัฒนาคนเข้าสู่สังคมการทำงานที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย เตรียมพร้อมสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งปีนี้จะเปิดบริการสำหรับองค์กรก่อนส่วนบริการสำหรับบุคคลทั่วไปและบริการเครือข่ายพัฒนาบุคลากรอาเซียนจะทยอยเปิดตามมาปีหน้า
เนตรปรียา กล่าวว่า อุปสรรคการประสบความสำเร็จมี 3 เรื่อง คือ ความโกรธ ความกลัว และการจมกับความรู้สึก เฉพาะคนไทยอุปสรรคที่พบมากสุดคือ ความกลัว กลัวถูกเปรียบเทียบ กลัวคนอื่นเห็นว่าตัวเองด้อยกว่า กลัวถูกตำหนิ กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ และกลัวความรับผิดชอบ ปัญหานี้ทำให้บุคลากรองค์กรต่างๆ หากต้องปฏิบัติงานอะไร มักโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น เกรงว่าถ้ารับผิดชอบเองแล้วทำผิดจะถูกลงโทษ สิ่งที่บริษัททำคือ พัฒนาบุคลากรให้เปลี่ยนแปลงระยะยาว โดยขณะนี้มีองค์กรใหญ่ๆ ขอใช้บริการแล้ว 2-3 บริษัท
ถือเป็นการเปิดกลุ่มธุรกิจใหม่แหวกจากตลาดพัฒนาทรัพยากรบุคคล ที่น่าจะดึงความสนใจจากบริษัทได้ไม่น้อยทีเดียว







