
รัฐติดหล่ม...ราคาก๊าซหุงต้มทะยาน
กว่า 6 เดือนของการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือน เดือนละ 50 สต./กก. จากระดับราคา 18.13 บาทต่อ กก. มาอยู่ที่ 21.63 บาท/กก. ในปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่กล้าปรับเปลี่ยนนโยบายโครงสร้างราคาแอลพีจี เพื่อปลดล็อกภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเข้าไปชดเชยราคาหน้าโรงกลั่นให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก และจ่ายนำเข้าแอลพีจีในแต่ละเดือนให้ลดลง
กว่า 6 เดือนของการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือน เดือนละ 50 สต./กก. จากระดับราคา 18.13 บาทต่อ กก. มาอยู่ที่ 21.63 บาท/กก. ในปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่กล้าปรับเปลี่ยนนโยบายโครงสร้างราคาแอลพีจี เพื่อปลดล็อกภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเข้าไปชดเชยราคาหน้าโรงกลั่นให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก และจ่ายนำเข้าแอลพีจีในแต่ละเดือนให้ลดลง
เนื่องจากราคาแอลพีจีที่ขยับขึ้นทุก 50 สต. จะถูกส่งเข้าเป็นรายได้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้ยังมีสถานะติดลบอยู่
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนย่อมส่งผลกระทบเกิดแรงกระเพื่อมไปยังผู้ใช้โดยตรง แม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อยที่คาดว่าจะมีอยู่ 7.7 ล้านราย โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจากจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี และกลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิซื้อแอลพีจีราคาเดิม 18.13 บาท/กก. แต่ที่ผ่านมาราคาอาหารได้พาเหรดขยับราคาไปล่วงหน้าแล้ว เพราะแค่ประกาศจะปรับราคาแอลพีจีก็มีผลในทางจิตวิทยาทันที
ความจำเป็นในการปรับราคาแอลพีจีครัวเรือน นอกจากการลดภาระรายจ่ายกองทุนน้ำมันฯ ยังมีเป้าหมายปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีให้สะท้อนต้นทุนตลาดโลก เพราะราคาแอลพีจีที่ใช้ในประเทศถูกตรึงราคาหน้าโรงกลั่นเฉลี่ย 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่นำเข้าแอลพีจีอยู่ที่่ 800-900 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ตามแผนกระทรวงพลังงานจะปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนไปอยู่ที่ระดับ 24.82 บาท/กก. เพื่อให้สะท้อนราคาหน้าโรงแยกก๊าซ เตรียมปรับราคาแอลพีจีขนส่งทันที เมื่อราคาภาคครัวเรือนไปอยู่ระดับเดียวกับภาคขนส่ง โดยปัจจุบันราคาภาคขนส่งอยู่ที่ 21.38 บาท/กก. ส่วนภาคครัวเรือนอยู่ที่ 21.63 บาท/กก. เพียงแต่ยังไม่มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในมติ ครม. และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติราคาแอลพีจีภาคขนส่งควรจะขยับได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้เป็นต้นไป แต่ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองมีรัฐบาลรักษาการแบบนี้ ทำให้กระทรวงพลังงานในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำ ไม่กล้าหยิบยกเรื่องดังกล่าวเสนอเข้า ครม. โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของนโยบาย ควรให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาจะเหมาะสมกว่า
ขณะที่ รมว.พลังงาน “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาแอลพีจีขนส่งได้ เพราะจะต้องเรียกประชุม กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งหากเป็นรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการอนุมัติเรื่องนี้ คงต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่มาดำเนินการต่อ
เมื่อฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำต่างส่งสัญญาณโยนลูกในเรื่องดังกล่าวแล้ว ภาระต่อไปจะต้องเตรียมรับกับปัญหาที่จะตามมาในอนาคต เนื่องจากราคาแอลพีจีครัวเรือนจะเริ่มมีราคาสูงกว่าราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ปัญหาที่หลายคนเป็นห่วง คือ การลักลอบขนถ่ายแอลพีจีภาคขนส่งไปใช้ภาคครัวเรือน
แม้ขณะนี้ส่วนต่างราคาจะไม่ห่างกันมาก แต่ในระยะยาวบนพื้นฐานของการเมืองที่ยังไม่แน่นอน ไม่มีใครทราบว่าจะยุติจบปัญหาเมื่อใด จะต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ปัญหาการลักลอบใช้ผิดประเภทอาจลุกลามมากขึ้น เพราะราคาแอลพีจีครัวเรือนจะพุ่งสูงขึ้นกว่าราคาแอลพีจีภาคขนส่งอย่างมาก อย่างน้อยถังละ 4547 บาท
ข้อหวังดีต้องการให้ชะลอปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนออกไปก่อนในระหว่างที่ยังไม่ปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่ง เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ใช้ไปด้วยนั้นอาจเป็นทางออก แต่อาจต้องมองในระยะยาวด้วย เพราะการปรับราคาขึ้นแอลพีจีเหมือนต่อลมหายใจให้กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลราคาพลังงานของประเทศ
ภาระรายจ่ายหลักของกองทุนน้ำมันฯ ตอนนี้ คือ การจ่ายชดเชยนำเข้าแอลพีจี การตรึงราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซ และการตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท จนขณะนี้มีฐานะสุทธิติดลบ 7,457 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
สมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการนำเข้าแอลพีจีปี 2551 จนถึงปัจจุบันมีปริมาณทั้งสิ้น 8.2 ล้านตัน ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จ่ายชดเชยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.43 แสนล้านบาท ซึ่งการจ่ายชดเชยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเฉลี่ยปี 2557 อยู่ที่ 1.6-1.8 แสนตันต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม การปรับราคาแอลพีจีขนส่งเป็นเรื่องของระดับนโยบาย ในส่วนของกรมธุรกิจพลังงานได้เตรียมพร้อมมาตรการป้องกันการลักลอบการใช้ผิดประเภทไว้อย่างเข้มข้น
ดังนั้น ทางออกของปัญหาแอลพีจีคงต้องขึ้นอยู่กับข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน เพราะแนวทางที่อาจปลดล็อกได้ คือ การส่งเรื่องไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอหารือการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาส่วนต่างราคา นำมาซึ่งการลักลอบใช้ข้ามประเภท หรือไม่ก็ชะลอการขึ้นราคาภาคครัวเรือน
จึงน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้







