
ปั้น4กลุ่มสินค้าบุกออนไลน์
เร่งยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอีไทยเชื่อมตลาดการค้าในต่างประเทศ
เร่งยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอีไทยเชื่อมตลาดการค้าในต่างประเทศ
สถาบันเอสเอ็มอีเปิดจุดแข็ง/ปิดจุดอ่อน ดันสินค้า 4 กลุ่มเจาะตลาดออนไลน์ระดับโลก
นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย มีจุดแข็งทางความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจที่สามารถต่อยอดขยายการดำเนินกิจการผ่านช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะการทำตลาดออนไลน์ที่จะช่วยผู้ประกอบการธุรกิจไทยมีโอกาสทำตลาดส่งออกได้มากขึ้น ตามแนวโน้ม ดิจิตอล เทรนด์ ที่จะช่วยผลักดันให้เอสเอ็มอีทั่วโลกเติบโต
พร้อมกันนี้ได้จัดตั้งหน่วยพัฒนาธุรกิจการตลาดดิจิตอลมีเดีย หรือดีเอ็มเอส ขึ้นมาเพื่อหาแนวทางพัฒนาและยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอีไทย ภายใต้โครงการ “เอสเอ็มอี โกลบอล คอนเน็ค” เพื่อสร้างโอกาสการค้าระหว่างประเทศแนวใหม่ พร้อมปิดจุดอ่อนด้านต่างๆ ในการทำตลาดออนไลน์ ดังนี้ 1.ภาษา 2.ภาพสินค้า และ 3.การใช้เครื่องมือออนไลน์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ร่วมทำกิจกรรมทางการตลาดให้กับสินค้าของตัวเอง
ทั้งนี้ จากโครงการดังกล่าวเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มที่เหมาะสม และเป็นจุดแข็งการทำตลาดสินค้าไทยที่ต่อยอดไปสู่การค้าออนไลน์ระหว่างประเทศได้ คือ 1.ผลิตภัณฑ์แฟชั่น 2.ผลิตภัณฑ์สปา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3.ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง และผลไม้แปรรูป และ 4.ผลิตภัณฑ์สีเขียว ที่สามารถพัฒนากระบวนการด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดแบบเฉพาะเจาะจงใน 4 ประเทศหลัก ดังนี้ คือ จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
นายภานุ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรเร่งหันมาใช้เครื่องมือออนไลน์ร่วมทำตลาดสินค้าบริการของตัวเองมากขึ้น เพื่อแสดงตัวตนสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนได้ทั่วโลก ด้วยปัจจุบันการตลาดออนไลน์เป็นกระแสโลกไปแล้ว และคาดว่ามีผู้ประกอบการธุรกิจไทยที่ทำตลาดการค้าออนไลน์กว่า 2.5 แสนรายในขณะนี้
นายภูศิษย์ หิรัญสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟโตฮัท กล่าวว่า การใช้ภาพถ่ายตราสินค้าผลิตภัณฑ์บริการที่สวยงาม สะดุดตา เพื่อประกาศบนสื่อเว็บไซต์จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ดึงดูดการเข้ามาเยี่ยมชม หรือเลือกดูสินค้าในเว็บไซต์จากกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งการใช้ภาพที่สวยงามของสินค้าประเภทต่างๆ นั้นจะต้องแสดงให้เห็นในหลายๆ มุมของสินค้า เช่น การทำภาพแสดงสินค้าในต่างประเทศที่พบว่าใช้ภาพถ่ายสินค้ามากกว่า 40 มุม (ช็อต) เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้า และทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น







