
ธุรกิจครอบครัวกับการเติบโตที่ยั่งยืน
.....ริต้า ทัพภมาน
ธุรกิจครอบครัวนั้นถือเป็นรูปแบบธุรกิจพื้นฐานขนาดเล็กของระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศ และยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ
โดยในประเทศไทยนั้นมีธุรกิจครอบครัวหรือควบคุมโดยธุรกิจครอบครัวมากถึงร้อยละ 70 (วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 2553) และมีผลการวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับอัตราการอยู่รอดของธุรกิจ พบว่า มีธุรกิจครอบครัวประมาณหนึ่งในสามเท่านั้นที่สามารถถ่ายโอนธุรกิจไปยังทายาทรุ่นที่สองและรุ่นที่สามได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของไทยว่าธุรกิจครอบครัวนั้นจะโตได้ไม่เกินสามชั่วอายุคน
ดังนั้นการทำธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนนั้น เป็นเรื่องที่ยากก็ไม่ใช่ ง่ายก็ไม่เชิง ส่วนใหญ่ในยุคเริ่มต้นของธุรกิจนั้นจะไปได้สวย แต่เมื่อต้องถ่ายมือธุรกิจจากรุ่นพ่อไปสู่รุ่นลูก จากรุ่นลูกไปสู่รุ่นหลานนั้นมักจะไปไม่ค่อยรอด โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากแนวคิดในการทำงานต่างกัน
ทำให้รุ่นพ่อต้องเหนื่อยต่อไป เนื่องจากทิ้งธุรกิจไม่ได้ ซึ่งหากธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้อย่างสวยหรู ผนวกกับมีทายาทมาสานต่อธุรกิจ และยิ่งได้ความรู้สมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงงานหรือธุรกิจ การที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตเป็นธุรกิจระดับชาติ คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ดังนั้นเทคนิคหรือทางออกของเรื่องนี้ที่หยิบมาฝากจากบทความในเว็บไซต์ของ ARIP ซึ่งบอกไว้ว่า ควรเริ่มต้นตั้งแต่การสร้างความรัก ความผูกพันกับคนรุ่นต่อไปตั้งแต่ยังเด็ก โดยพยายามให้ทำงานคลุกคลีกับธุรกิจของครอบครัว เช่น เวลาปิดเทอมก็ให้มาฝึกงาน หรือมอบหมายให้รับผิดชอบงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ความเข้าใจ และค่อยๆ ซึมซับ ธุรกิจตั้งแต่เยาว์วัย แต่อย่าพยายามยัดเยียด หรือให้รับผิดชอบงานหนักจนเกินกว่าวัย
อันดับต่อมาต้องพยายามทำให้ทายาทที่จะมารับช่วงต่อนั้น เกิดความภาคภูมิใจในธุรกิจที่รุ่นบุกเบิกสร้างไว้ ซึ่งในความเป็นจริงต้องถือว่าโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวที่สร้างธุรกิจไว้ให้แล้ว โดยที่รุ่นพ่อแม่คงจะต้องพยายามสื่อให้กับรุ่นลูกเข้าใจในความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและเข้าใจเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในกิจการที่ทำอยู่
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท เบทาโกร อโกร กรุ๊ป ที่เป็นยักษ์ใหญ่ในด้านธุรกิจอาหาร ที่รุ่นพ่ออย่าง ชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ บุกเบิกมาจนทุกวันนี้ ทำให้ธุรกิจเติบโตมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท มีการขยายธุรกิจไปอีกมากมาย และ ณ วันนี้ ชัยวัฒน์ ได้มอบหมายธุรกิจที่ปั้นมากับมือให้กับทายาทรุ่นที่ 2 คือ วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ รับช่วงดำเนินธุรกิจต่อมา และสามารถเดินต่อไปได้อย่างสวยงามและพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
โดยรุ่นลูก วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ได้กล่าวว่า ตอนแรกๆ ที่มารับช่วงธุรกิจต่อจากคุณพ่อ ก็มีปัญหาบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางแนวความคิดระหว่างรุ่นพ่อกับรุ่นลูก โดยคุณพ่อนั้นค่อนข้างจะเป็นคนหัวโบราณนิดๆ คือจะค่อยๆ คิดและค่อยๆ ทำจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจและการทำงาน
“
มีอยู่หลายครั้งตอนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เสนออะไรไปคุณพ่อก็เอาแต่ส่ายหน้าไว้ก่อน ซึ่งในความหมายมารู้ตอนหลังว่าไม่ใช่ปฏิเสธ แต่เป็นการบอกให้ไปคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ” วนัส กล่าวอย่างติดตลกให้ฟังแต่ในที่สุดทุกอย่างก็ลงตัว เพราะตนเองสามารถเข้ากับพนักงานได้ทุกระดับชั้น คุณพ่ออาจจะดูเข้มงวด (ดูเหมือนจะดุ) น่าเกรงขาม พนักงานไม่กล้าคุย พอเข้ามาก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางถ่ายทอดนโยบายรวมถึงบริหารธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้
สำหรับเถ้าแก่หรือเจ้าของธุรกิจ การทำให้ธุรกิจครอบครัวประสบผลสำเร็จนั้นก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากอยู่แล้ว แต่การหาผู้สืบทอดกิจการนั้นก็เป็นเรื่องต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งที่ตนเองทำไว้ให้ลูกให้หลานมาทั้งชีวิตก็อาจจะสูญเปล่า
ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับบริษัท ธนาคารกสิกรไทย ขอเรียนเชิญเจ้าของธุรกิจทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม
“SME กับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ในวันศุกร์ที่ 21 พ.ค. 2553 นี้ ณ หอประชุม ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประทศไทย ช่วงบ่ายเป็นต้นไป สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ 028888822 กด 1 กด 1 แล้วกด 0 จ้า






