
ทำใจกฎหมายปฏิรูปตลท.ข้ามปี’54
โพสต์ทูเดย์
— กฎหมายปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์เลื่อนเป็นต้นปี 2554 ช้าจากแผนเดิมคาดแล้วเสร็จในปี 2553 เพราะการเมืองไม่แน่นอนนายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นั้น คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2554 ซึ่งเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ หลังนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ คาดว่ากฎหมายจะเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้คงจะเป็นช่วงต้นปี 2554 จึงจะเหมาะสมกว่า
แม้ว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องผ่านกระบวนการของกฤษฎีกาตีความ และผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
“
แผนแก้ไขกฎหมายได้เลื่อนมาตั้งแต่นำเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว และขณะนี้มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงอาจไม่จำเป็นต้องเร่งเข้าสภาในปีนี้ หากจะนำเข้าต้นปีหน้าอาจมีความเหมาะสมกว่า และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็เชื่อว่าจะเห็นชอบกับแผนเหล่านี้ เพราะได้มีการผลักดันตั้งแต่สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี” นายวิรไท กล่าวรองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวอีกว่า หลังแก้ไขกฎหมายแล้วเสร็จจะปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นเอกชน ซึ่งยังทันตามแผนเดิมคือเกิดขึ้นในปี 2554 ส่วนจะกระจายหุ้นเสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้น ซึ่งหากภาวะหุ้นเอื้ออำนวยก็จะดำเนินการได้ในปี 2555
ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นนั้นยังไม่ได้กำหนดในรายละเอียด แต่ในเบื้องต้นระบุไว้ว่า ขั้นต่ำ 25% จะจัดสรรให้กับกองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุน (ซีเอ็มดีเอฟ) เพื่อจะได้รับเงินปันผลจากผลประกอบการของตลาดหลักทรัพย์ นำไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุนต่อไปในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เงินระดมทุนที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อตอบแทนแผ่นดินในการสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ทั้งทางตรงและอ้อมในระยะที่ผ่านมา เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น
ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์เพื่อเตรียมพร้อมกับการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์นั้น ถึงขณะนี้ถือว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดี ทั้งในแง่ของผลการดำเนินงานและการจัดโครงสร้างต่างๆ ภายในซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะมีความพร้อมครบในทุกด้าน
“
คาดว่าในปีหน้าตลาดหลักทรัพย์น่าจะแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ได้ และในงบการเงินนั้น ตลาดจะต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ งบเกี่ยวกับการซื้อขาย และงบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา”นางภัทรียา กล่าว






