
ใจเขา ใจเรา
ใจเขา ใจเรา เริ่มต้นกันแบบนี้ อย่าคิดว่าดิฉันจะมาเสนอขายประกันนะคะ
ใจเขา ใจเรา เริ่มต้นกันแบบนี้ อย่าคิดว่าดิฉันจะมาเสนอขายประกันนะคะ
แต่ที่คิดถึงวลีนี้ขึ้นมา ก็เพราะเรื่องราวที่ได้อ่าน ได้พูดคุย และรับฟัง ในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของใจเขา ใจเรา หลายเรื่องทีเดียวค่ะ
เริ่มกันที่เรื่องฮอตฮิตอย่างพฤติกรรมของคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่หลายเสียงฟันธงตรงกันว่า เริ่มกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่คนญี่ปุ่นเค้ายี้เสียแล้ว เพราะนิสัยและมารยาทบางอย่างเหลือทนจริงๆ
จากประสบการณ์ของตัวเองที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเองเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้สึกว่าถูกรังเกียจรังงอนอะไรนะคะ แต่ก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่า คนไทยที่ไปเที่ยวเป็นหมู่คณะมักจะโหวกเหวกไม่เกรงใจคนอื่นเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ได้แต่มองๆ อย่างเดียว
แต่เพื่อนของดิฉันไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะคิดว่าไม่ดี ก็เตือนกันตรงๆ เลย โดยล่าสุดที่เขาแบกเป้ท่องญี่ปุ่น ต้องเจอกับคณะทัวร์ไทยกลุ่มใหญ่มาเช็กอินเข้าที่พัก พูดคุยเสียงดังลั่น จนเพื่อนดิฉันที่นอนอยู่ในห้องพักทนไปไหว ต้องออกมาเตือนว่า “ให้เงียบๆ กันหน่อย คนอื่นเขาจะพักผ่อน คุณพูดภาษาไทยแบบนี้ ทำพฤติกรรมแบบนี้ ไม่อายคนชาติอื่นกันบ้างเหรอ”
เหตุการณ์วันนั้นจบลงด้วยดี คณะทัวร์เงียบและมีบางคนขอโทษสำหรับพฤติกรรมที่ไม่ดี
เรื่องราวแบบนี้ คงต้องบอกว่า เป็นการแสดงพฤติกรรมที่บางคนก็ติดนิสัยไปจากเมืองไทยนะคะ แต่บางคนก็อยากไปปลดปล่อยที่ต่างประเทศ อะไรที่ไม่เคยกล้าทำในเมืองไทย ก็ไปทำเอาที่โน่น
พูดถึงเรื่องนี้ก็คิดถึงอีกเรื่องที่ทางญี่ปุ่นมีแผนครูผู้ช่วยสอนมาสอนภาษาและวัฒนธรรมในโรงเรียนมัธยมในประเทศกลุ่มอาเซียนบางประเทศ รวมถึงไทย มีเป้าหมายให้เด็กมัธยมไทยสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ และเข้าใจวัฒนธรรมด้วย ส่วนอีกวัตถุประสงค์หนึ่งมองไกลไปว่า เป็นการเตรียมพร้อมประเทศต่างๆ ในอาเซียน ก่อนการแข่งขันโอลิมปิก ฤดูร้อนปี 2563 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ
ส่วนตัวดิฉันคิดว่า นี่อาจเป็นการช่วยสอนวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้คนอาเซียนรู้จักลึกซึ้ง เผื่อเวลาไปเที่ยวหรือติดต่อกัน จะได้เข้าใจ ใจเขา ใจเรา มากขึ้นค่ะ เพราะตอนนี้คนอาเซียนก็หลั่งไหลไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคนไทยตอนนี้ติดอันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 6 ในญี่ปุ่นเลยนะคะ
โดยองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (เจเอ็นทีโอ) ให้ข้อมูลว่า ปี 2556 คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่า 4.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 74% จากปี 2555 และเพิ่มขึ้น 3.12 เท่าตัว จากปี 2554 ค่ะ
นอกจากเรื่องเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ก็ยังมีเรื่องของการลงทุนของไทยในต่างประเทศด้วยค่ะ โดยส่วนของประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี อย่าง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนฝั่งไทยย้ำแล้วย้ำอีกค่ะว่า ถึงคนไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่แล้วค่ะ ถ้าอยากลงทุนแบบยั่งยืน ไม่ใช่เอาแค่รอดระยะต้น แต่ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านในระยะยาว
เจ้าหน้าที่อาวุโสท่านนี้แนะนำค่ะว่า ทุนไทยต้องสนใจเรื่องบรรษัทภิบาลให้มากขึ้นค่ะ อย่าคิดไปเอาเปรียบเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้ข้อมูลอะไรๆ ก็สื่อกันถึงอย่างรวดเร็วทั่วโลก เราทำไม่ดี หรือทำดียังไง แป๊บเดียว รู้กันทั่วค่ะ
ท่านย้ำค่ะว่า อะไรที่เราไม่ทำที่บ้าน ก็อย่าคิดไปทำที่อื่นค่ะ หรือบางคนคิดว่าเคยทำธุรกิจสไตล์นี้ที่บ้านเราได้ แต่ถ้าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ไม่ควรเอาไปทำที่อื่นนะคะ
สุดท้ายแล้ว ก็เป็นเรื่องใจเขา ใจเรา จริงๆ ค่ะ หรือที่เรียกว่า Treat Others the Way You Want to be Treated







