posttoday
ตั้งบอร์ด BOI ล่าช้ากระทบการลงทุนรุนแรง

ตั้งบอร์ด BOI ล่าช้ากระทบการลงทุนรุนแรง

17 มีนาคม 2557

ผลกระทบจากการเมืองสุญญากาศ รัฐบาลรักษาการไม่กล้าตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) โดยช่วงเดือน ต.ค.ปีที่แล้วจนถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ (5 เดือน) มีคำขอรออนุมัติค้าง 380 คำขอ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 5 แสนล้านบาท หากยังไม่มีการตั้งบอร์ดภายในครึ่งปี อาจจะกระทบต่อการลงทุนมากกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งการลงทุนผ่านบีโอไอประมาณ 47.3% เป็นการลงทุนจากต่างชาติ

ผลกระทบจากการเมืองสุญญากาศ รัฐบาลรักษาการไม่กล้าตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) โดยช่วงเดือน ต.ค.ปีที่แล้วจนถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ (5 เดือน) มีคำขอรออนุมัติค้าง 380 คำขอ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 5 แสนล้านบาท หากยังไม่มีการตั้งบอร์ดภายในครึ่งปี อาจจะกระทบต่อการลงทุนมากกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งการลงทุนผ่านบีโอไอประมาณ 47.3% เป็นการลงทุนจากต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ทางบีโอไอได้ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่ารัฐบาลรักษาการสามารถตั้งบอร์ดได้หรือไม่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2557 คณะกรรมการกฤษฎีกา (เข้าใจว่าเป็นชุดเล็ก) ได้แจ้งว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจตั้งบอร์ดได้ แต่บีโอไอจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอยกเว้นเป็นกรณีพิเศษว่า ไม่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมากฤษฎีกาก็เคยตีความ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ว่าชอบด้วยกฎหมาย แต่สัปดาห์ที่แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยไม่ชอบว่าด้วยกฎหมาย ก็ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลรักษาการจะกล้าประกาศตั้งบอร์ดบีโอไอ เพราะหากเกิดผิดพลาด ผลกระทบก็คงมีต่อรัฐบาลเอง

ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่บีโอไอไม่สามารถอนุมัติคำขอการลงทุน ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคต เพราะนักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติอาจโยกย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น ขนาดนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งรักชอบประเทศไทย ก็ยังออกมากล่าวเตือนว่า ให้เร่งแก้ปัญหาเสถียรภาพรัฐบาลและการเมืองในประเทศให้เร็วที่สุด แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วนักลงทุนญี่ปุ่นและหลายประเทศหันเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งในอนาคตประเทศพม่ากำลังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ การลงทุนผ่านบีโอไอประมาณ 70% เป็นการขยายโรงงานและไลน์การผลิต ซึ่งการลงทุนส่วนนี้หากหายไปจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิตและรูปแบบตัวสินค้า ซึ่งหากการลงทุนชะลอตัวออกไปก็คงเป็นผลเสียต่อประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ภาพการลงทุนในปีนี้ไม่สดใสแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนผ่านบีโอไอจะชะงักแล้ว การลงทุนซึ่งไม่ได้ขอส่งเสริมการลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของเอสเอ็มอีก็มีการชะลอตัว ซึ่งโรงงานเหล่านี้ที่มีมูลค่าการลงทุนเฉลี่ย 58.66 ล้านบาทต่อโรงงาน จากตัวเลขของกระทรวงอุตสาหกรรมช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. มีโรงงานขอเปิดใหม่ลดลง 7.68% และโรงงานซึ่งมาขอขยายโรงงานลดลงติดลบถึง 38% แถมยังมีโรงงานที่มาขอเลิกกิจการถึง 111 แห่ง กระทบการจ้างงานเป็นหมื่นคน

จากที่กล่าวข้างต้นสะท้อนถึงตัวเลขการลงทุนของเอกชนที่ชะลอตัว เห็นได้จากการลงทุนเอกชนเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาติดลบ 8.6% และในไตรมาส 4 ปีที่แล้วติดลบสูงถึง 13% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 6 ปี

ผลกระทบของการลงทุนที่ชะลอตัวมากขนาดนี้จะทำให้เศรษฐกิจของไทยจะซึมไปอีก 23 ปีข้างหน้า เพราะการลงทุนใหม่จะทำให้เกิดการจ้างงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โรงงานที่เกิดใหม่นอกเหนือจากทำให้เกิดการจ้างงานรองรับแรงงานใหม่ที่จะเข้ามาสู่ระบบแรงงาน และยังทำให้เกิดรายได้ของคนงาน ชุมชน เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต่อเนื่อง ซึ่งที่สุดก็จะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ และรายได้ของแรงงานและของอุตสาหกรรมเป็นแหล่งภาษีที่สำคัญของรัฐบาล

ดังนั้น เรื่องการชะลอตัวการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญ ยิ่งประเทศไทยแล้วพึ่งพาการส่งออก หากต้องการเพิ่มตัวเลขการส่งออกโดยไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายโรงงาน การส่งออกของประเทศในอนาคตจะเป็นอย่างไร การชะลอตัวของการลงทุนในประเทศส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจโลก

แต่ปัจจัยสำคัญก็คือ ภาพลักษณ์การลงทุนที่เป็นลบ ทั้งปัญหาการขัดแย้งการเมืองในประเทศ การขาดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จนนักลงทุนทั้งต่างชาติและไทยไม่กล้าที่จะลงทุน งานนี้ไม่มีใครเขาทำ...เราทำกันเองทั้งนั้น แล้วประเทศชาติจะอยู่กันได้อย่างไร

จริงไหมครับ!

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทาง www.facebook.com/tanitsorat)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน