
จับตาการประชุม FOMC
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.2-32.5 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า เนื่องจากในวันที่ 18-19 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐและค่าเงินทั่วโลก
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.2-32.5 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า เนื่องจากในวันที่ 18-19 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐและค่าเงินทั่วโลก
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการประกาศปรับลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ หรือมาตรการคิวอีลงอีก หลังจากที่เฟดได้ปรับลดมาอย่างต่อเนื่องในการประชุมเมื่อสองครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ เฟดจะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าใจถึงมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และสามารถคาดการณ์แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดได้ในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ปัญหาระหว่างยูเครนและรัสเซียดูจะยังเป็นปัจจัยที่จะกดดันค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกในสัปดาห์หน้า ซึ่งชาวไครเมียได้ลงประชามติไปเมื่อวานนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะอยู่กับยูเครนหรือรัสเซีย ดังนั้น ท่าทีของรัสเซียจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามอง และเราอาจเห็นการขายทำกำไรจากตลาดหุ้น หลังจากที่ปรับขึ้นมาเกือบ 100 จุดจากปลายเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าเงินบาทจะสามารถยืนเหนือระดับ 32.5 ได้สำเร็จ เนื่องจากเป็นระดับค่าเฉลี่ย 30 วัน
ในช่วงนี้เราจะเห็นว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังอยู่ในแนวโน้มที่ถูกกดดันอยู่ เนื่องจากยังมีประเด็นความเสี่ยงหลายประเด็นที่ยังไม่คลี่คลาย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนกังวลในสองประเด็นสำคัญ คือ ความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซีย และสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
แต่ที่น่าแปลกใจคือ ค่าเงินบาทไม่ได้ตอบสนองอย่างรุนแรงในปัจจัยลบพวกนี้นัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการเข้าซื้อหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เป็น 2% ทำให้ราคาพันธบัตรปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงมีการเทขายทำกำไรออกมา ส่วนตลาดหุ้นปรับสูงขึ้นทันทีหลังการลดดอกเบี้ย สะท้อนการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน นักลงทุนให้ความสนใจเข้าซื้อเงินบาทมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.23% รองจากค่าเงินเยน (แข็งค่า 1.8%) และเงินเหรียญสิงคโปร์ (แข็งค่า 0.32%)
ทั้งนี้ ในระยะต่อไปนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจมีการปรับลดอีกครั้งเพื่อกระตุ้นการบริโภค ทางกสิกรฯ คาดว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ไปจนถึงปลายปี ก่อนจะทยอยปรับขึ้นเพื่อให้ดอกเบี้ยกลับไปอยู่ในระดับสมดุล ตามเศรษฐกิจที่กลับมาขยายตัวและเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยนโยบายทำให้ดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรปรับลดลง โดยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2, 5 และ 10 ปี ลดลงมาที่ 2.28% 3.19% และ 3.77% ตามลำดับ ส่วนดอกเบี้ยของหุ้นกู้ตลาดรองก็ปรับลงเช่นกัน เช่น กลุ่มอายุ 1 เดือน (อันดับความน่าเชื่อถือ A) ให้อัตราผลตอบแทน 2.82.9% และกลุ่มอายุประมาณ 45 ปี (อันดับความน่าเชื่อถือ A) ให้อัตราผลตอบแทนลดลงมาที่ 4.3-4.4% จาก 4.6-4.63% ในสัปดาห์ก่อน
นอกจากนี้ การออกหุ้นกู้ในตลาดแรกก็คึกคักเช่นกัน โดยมีการเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน (เครดิต AA) อายุ 37 ปี ที่ดอกเบี้ย 3.414.84% หุ้นกู้กลุ่มปิโตรเคมี (เครดิต A+) อายุ 3-10 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 45.3% และหุ้นกู้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (เครดิต A) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4.17%
สำหรับการปรับตัวของค่าเงินสกุลหลัก เงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่แข็งค่าใกล้ระดับ 1.38-1.39 เหรียญสหรัฐต่อยูโร แต่อาจจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงต่อไปหลังจากที่ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของสกุลเงินยูโรอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าอีซีบียังมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มได้หากความเสี่ยงด้านเงินฝืดเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3874 และปิดในระดับที่ใกล้เคียงกัน ในช่วงกลางสัปดาห์ปรับขึ้นแตะระดับ 1.3967 หลังจากที่ สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล และผู้ที่ตลาดคาดว่าจะมาเป็นรองประธานเฟดคนใหม่ แสดงความเห็นว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกินไป และเฟดควรคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยความคิดเห็นนี้บ่งชี้ว่า หากฟิชเชอร์ได้รับการแต่งตั้งจริง เขาอาจโน้มน้าวให้การปรับนโยบายการเงินเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐช้าลงกว่าที่ตลาดคาด
สำหรับค่าเงินเยนทรงตัวในระดับ 103 เยนต่อเหรียญสหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ โดยผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นไปตามคาดและยังคงไม่มีการส่งสัญญาณการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มในช่วงนี้ แต่ต่อมาค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 101.44 เยนต่อเหรียญสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากความต้องการเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดที่เกี่ยวกับวิกฤตทางการเมืองในแหลมไครเมีย







