
กู้2ล้านล.ล่ม-ลดดอกเบี้ย0.25%
ในที่สุดเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0
ในที่สุดเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นการขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ
ผลกระทบที่เกิดทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้ 1% ต่อปี เพราะเดิมรัฐบาลประมาณการไว้ว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 1%
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 7.8 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลขายฝันไว้ต้องยุติ หรือชะลอออกไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 เส้นทาง วงเงิน 4.72 แสนล้านบาท และรถไฟรางคู่ 13 เส้นทาง งบประมาณ 3.68 แสนล้านบาท ด้วยการกู้เงินมาใช้ในแต่ละปี หรือตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาใช้เพื่อการลงทุนทดแทนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
ด้านกระทรวงการคลังก็เตรียมหาช่องกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่าย ภายใต้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เพื่อมาใช้แทนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบชะลอตัวรุนแรง
หั่นดอกเบี้ยกู้เศรษฐกิจ
ในวันเดียวกันที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ล่ม ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2% เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นและการบริโภคในประเทศหดตัวลง เพื่อลดความเสี่ยงจึงควรผ่อนคลายนโยบายการเงิน
หลังจากนั้นธนาคารพาณิชย์ก็ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตาม กนง. เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระกู้เงิน อย่างไรก็ตามธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงด้วย
ด้านศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับลงอีกไปอยู่ที่ 1.75% ภายในครึ่งปีแรก แม้ว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงขับเคลื่อนภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่มีการเบิกต่ำงบลงทุนได้ต่ำกว่าเป้า
ดังนั้น ทาง กนง.จึงมีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เป็นการลดภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาตอบรับว่า การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้อีก เพราะดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลดลงไปต่ำสุดถึง 1.25% ซึ่งต้องดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์และยังต้องประเมินการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา สามารถลดภาระผู้ประกอบการและประชาชนได้มากน้อยขนาดไหนเสียก่อน เพื่อประเมินว่ามีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะที่กระทรวงการคลังต้องการให้ กนง.ลดดอกเบี้ยอีก 0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้มากกว่าการลดครั้งละ 0.25%
อย่างไรก็ตาม ธปท. ประเมินว่าการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ต่อปี เนื่องจากปัญหาการเมืองและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไม่ได้ตามเป้า ส่วนหนึ่งมาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก
ฟิทช์จ่อหั่นเครดิตไทย
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดย บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ประกาศวันที่ 6 มี.ค. 2557 ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาทของรัฐบาล ที่ระดับ BBB+ และ A- ตามลำดับ โดยมีมุมมองที่มีเสถียรภาพเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังดี รองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองได้
อย่างไรก็ดี แนวโน้มด้านการเมืองในระยะใกล้ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้อและเข้มข้นขึ้น อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจยาวนานขึ้นและบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาด ซึ่งในที่สุดอาจจะสร้างแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ทั้งนี้ ฟิทช์ได้ประเมินปัจจัยเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทย คือ การขาดรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานอย่างแท้จริง จนก่อให้เกิดความอ่อนแอในการกำหนดกรอบนโยบายทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่อาจตึงเครียดและยืดเยื้อยาวนานขึ้น จนบั่นทอนแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระยะกลาง
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของระดับหนี้สาธารณะของไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของภาระผูกพันที่อาจก่อให้เกิดหนี้ในอนาคต เป็นแรงดันทำให้เครดิตของไทยอาจถูกปรับลดลงในอนาคต
ยืม2หมื่นล.จ่ายจำนำข้าวยังวุ่น
แม้ว่ากรมการค้าต่างประเทศ (กต.) จะส่งหนังสือยืมเงินงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท มาให้กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว แต่การเซ็นอนุมัติเงินดังกล่าวยังวุ่นเพราะภายใต้ระเบียบการเบิกงดทดรองราชการ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจเซ็นอนุมัติวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาทเท่านั้น หากเกินกว่านั้นก็เป็นอำนาจของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นคนเซ็นอนุมัติเท่านั้น ถึงจะมีการเบิกใช้เงินดังกล่าวได้
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ยืนยันว่า ในการนำเงินทดรองราชการมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา ที่วงเงินทดรองราชการเกิน 500 ล้านบาท ผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติจะต้องเป็น รมว.คลัง เท่านั้นด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนชาวนาจะจัดสรรเงินของกองทุนฯ ก้อนแรก 500 ล้านบาท ไปให้สาขาของธนาคารทั่งประเทศ เพื่อนำไปจ่ายค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา หลังจากที่ลาสุดเงินบริจาคและเงินสมทบของกองทุนมีจำนวน 900 ล้านบาท ซึ่งยังห่างจากเป้าที่ตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท







