
การฟื้นตัวของยูโรโซนชัดเจนขึ้นเปิดโอกาสลงทุน
ยูโรโซนเป็นการรวมตัวของประเทศสมาชิก 18 ประเทศใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ซึ่งการรวมตัวนี้เกือบจะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อ 2 ปีก่อน จากวิกฤตหนี้สาธารณะที่เข้ามารุมเร้าอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดยูโรโซนก็รอดพ้นจากสถานการณ์นั้นมาได้ และในปัจจุบันก็มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งการลงทุนในตลาดยุโรปก็น่าจะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ยูโรโซนเป็นการรวมตัวของประเทศสมาชิก 18 ประเทศใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ซึ่งการรวมตัวนี้เกือบจะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อ 2 ปีก่อน จากวิกฤตหนี้สาธารณะที่เข้ามารุมเร้าอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดยูโรโซนก็รอดพ้นจากสถานการณ์นั้นมาได้ และในปัจจุบันก็มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งการลงทุนในตลาดยุโรปก็น่าจะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
เรามองว่าทิศทางเศรษฐกิจจากนี้ไปจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเศรษฐกิจยูโรโซนในปีก่อนยังคงอยู่ในภาวะหดตัวอยู่ อัตราการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงยังติดลบที่ 0.4% ในปี 2556 แต่ในปีนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกได้ โดยผลสำรวจจากบลูมเบิร์กแสดงให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยนักวิเคราะห์จะคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ประมาณ 1.1% ในปี 2557 และจะเร่งตัวขึ้นเป็น 1.5% ในปี 2558 และ 2559 ทั้งนี้ข้อมูลรายเดือนต่างๆ ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ซึ่งความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ ย่อมจะทำให้การบริโภคมีทิศทางที่ดีขึ้นในด้านภาคการผลิต ดัชนีพีเอ็มไอก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ปัจจุบันสามารถยืนเหนือระดับ 50 จุด มาเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน
สำหรับหนี้สาธารณะในยูโรโซนที่เคยสร้างความกังวลให้กับคนทั่วโลกมาก่อนหน้านี้ จริงๆ แล้วก็ยังไม่ได้ลดลง มิหนำซ้ำยังคงเพิ่มขึ้นอีก เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ยูโรโซนมีหนี้สาธารณะประมาณ 92.6% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 66% เมื่อปลายปี 2550 ก่อนที่จะเกิดวิกฤต แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากมองไปในอนาคตมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตสัดส่วนหนี้ดังกล่าวน่าจะเริ่มทรงตัวที่ประมาณ 94% ได้ในปีนี้และปีหน้า เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศได้มีการออกมาตรการ “รัดเข็มขัด” ไปมากแล้ว และสามารถลดรายจ่ายด้านที่เป็นภาระหนัก อย่างเช่นด้านประกันสังคมไปได้ ทำให้ฐานะการคลังในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ยูโรโซนเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นความเสี่ยงของปัญหาเงินฝืด แม้ว่าในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.8% ยังไม่ได้ติดลบแต่อย่างใด แต่ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อนี้ก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเงินฝืดนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของอีซีบีโดยตรงที่จะเข้ามาจัดการดูแล ทำให้มีความเป็นไปได้ที่อีซีบีจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม
มาตรการที่เป็นไปได้มากที่สุดที่อีซีบีจะดำเนินการ คือ การลดดอกเบี้ย แต่ถึงกระนั้นดอกเบี้ยนโยบาย (Refi Rate) ในปัจจุบันที่ 0.25% ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก การลดลงไปกว่านี้คงจะให้ประสิทธิผลที่ไม่มากนัก ครั้นจะหันไปทำคิวอีอย่างที่เฟดทำก็คงจะลำบาก เพราะมีข้อกำหนดห้ามไว้ และครั้นจะกลับไปหามาตรการ LTRO ก็ไม่ช่วยเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยสัมฤทธิผลเท่าใดนัก จนทำให้อีซีบีกลายเป็นธนาคารกลางที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่มีขนาดงบดุลลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา สิ่งที่น่าจะทำให้อีซีบีปวดหัว น่าจะเป็นการคิดว่าจะออกมาตรการกระตุ้น “อย่างไร” มากกว่าจะออกมาตรการ “หรือไม่” แต่ทว่าหากอีซีบีมีการผ่อนคลายทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้น ก็ย่อมส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในยุโรปตามไปด้วยครับ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงอีกด้านในปัจจุบัน คือ ปัญหาในยูเครนที่พัฒนากลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศในยุโรปกับรัสเซีย แต่เราเชื่อว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในยูโรโซนไม่มากนัก เรายังมองโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นค่อนข้างน้อย เพราะยุโรปและรัสเซียยังมีการพึ่งพิงกันผ่านการค้าขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ค่อนข้างสูง หากเกิดความรุนแรงขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บลจ.กรุงไทย ได้มีการเสนอขายกองทุนเปิดเคแทม ยูโรเปี้ยน อิควิตี้ ฟันด์ (KTAM European Equity Fund : KTEURO) เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ลงทุนในหุ้นยุโรป โดยกองทุน KTEURO จะลงทุนไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในกองทุนรวมหลักที่ชื่อว่า INVESCO Continental European Small Cap Equity Fund ซึ่งบริหารโดย INVESCO โดยกองทุนรวมหลักจะเน้นลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียน และตราสารทุนที่เกี่ยวข้องของบริษัทขนาดเล็กในประเทศทวีปยุโรป ไม่รวมสหราชอาณาจักร ท่านที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงไทย นะครับ







