
ตปท.โหมเข้าลงทุนหุ้นไทย
พุ่งเป้าส่งออกกลุ่มอาหารการผลิตซึมซับข่าวร้ายแล้วความมั่นใจเริ่มดีขึ้น
พุ่งเป้าส่งออกกลุ่มอาหารการผลิตซึมซับข่าวร้ายแล้วความมั่นใจเริ่มดีขึ้น
ตลท. มองต่างชาติขนเงินเข้าลงทุนไทยมากขึ้น เน้นกลุ่มส่งออกกรณี 2 ล้านล้าน ลดดอกเบี้ยไม่มีผล
นายกิตติ สุทธิอรรถศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคทั้งตลาดหุ้นเวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยหุ้นกลุ่มส่งออกมีความโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและกลุ่มภาคการผลิตรวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่นอก SET100
นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาครวมถึงไทยมากขึ้น เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว และไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกไปในอาเซียนมากกว่า 25% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันเริ่มเห็นนักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะดีขึ้น
สำหรับส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 4 ปีก่อน ยังออกมาดีอยู่กำไรสุทธิเติบโต 7.22%
ขณะนี้ดัชนีหุ้นเริ่มปรับขึ้นมาประมาณ 60-70% นับตั้งแต่ที่หุ้นเริ่มปรับตัวลงไปตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2556 ที่เริ่มมีพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หากเทียบกับเมื่อปี 2553 ที่เกิดไฟไหม้ย่านราชประสงค์หุ้นไทยปรับลงและใช้เวลาฟื้นตัว 3 เดือน ส่วนปี 2551 ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยต่างประเทศที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และปัจจัยในประเทศที่มีการปิดสนามบินหุ้นไทยใช้เวลาฟื้นตัว 13 เดือน และปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬหุ้นไทยใช้เวลาฟื้นตัว 5 เดือน
“จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์จากต่างประเทศหรือในประเทศตลาดหุ้นไทยถือว่ามีศักยภาพสามารถต้านทานต่อปัจจัยที่ผันผวนได้ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ปกติจะได้รับผลทางจิตวิทยาระดับหนึ่งก็จะฟื้นตัวได้” นายกิตติ กล่าว
ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 23 หมื่นล้านบาท แต่สัดส่วนการซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ก็ยังอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนที่มูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท คือ 8,0001 หมื่นล้านบาทต่อวัน โดยเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติมีมูลค่าซื้อขายหุ้นไทยเฉลี่ยต่อวันที่ 1 หมื่นล้านบาท และเดือน ก.พ. ที่ 8,000 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติถึงวันที่ 11 มี.ค. 2557 ยังอยู่ระดับ 34% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ซึ่งถือเป็นในระดับปกติตั้งแต่ปี 2546ปัจจุบันที่ 32-36 %
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ตอนนี้ถือว่าสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยเริ่มมีแนวโน้มทางจิตวิทยาที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องรอดูว่าทางการสหรัฐจะมีการปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลดลงเร็วมากน้อยขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญทั้งเนื้อหากระบวนการ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2% ถือว่าไม่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยแต่อย่างใด เพราะตลาดรับข่าวนี้ไปมากแล้ว โดย พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท รับรู้ไปตั้งแต่ปลายปี 2556 ที่เริ่มมีกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ส่วนเรื่องลดดอกเบี้ยครั้งนี้ต้องติดตามดูว่าจะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการบริโภคภายในประเทศได้มากน้อยขนาดไหน เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงจะมีผลต่อการปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อดีต่อตลาดหุ้นฟื้นตัวได้อีกครั้งเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนก็มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่ดี
“เข้าใจว่าการลดดอกเบี้ยลงครั้งนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ต่างจากครั้งก่อน ที่ต้องการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากกว่าคำนึงถึงประเด็นระดับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากหากคนบริโภคมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้น” นายเกียรติพงศ์ กล่าว







