
มาสเตอร์คูลอัดงบรับร้อน ปั้นยอดขาย500ล้านปีนี้
มาสเตอร์คูล รุกหนักรับหน้าร้อน อัดงบตลาดเพิ่มเท่าตัว หวังรายได้ทั้งปี 500 ล้านบาท
มาสเตอร์คูล รุกหนักรับหน้าร้อน อัดงบตลาดเพิ่มเท่าตัว หวังรายได้ทั้งปี 500 ล้านบาท
นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจำหน่ายพัดลมไอเย็นแบรนด์ “มาสเตอร์คูล” เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้งบการตลาดสำหรับปีนี้ 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนใช้ไป 10 ล้านบาท เพื่อสร้างการจดจำตราสินค้าให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น พร้อมตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายในปีนี้ไว้ที่ 500 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนอยู่ที่ 300 ล้านบาท
โดยเน้นการทำตลาดในรูปแบบถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงหลังจากอัตราการเติบโตกลุ่มนี้เติบโตขึ้นทุกปีอย่างก้าวกระโดดในระดับหลักร้อยเปอร์เซนต์ต่อปี ขณะที่การทำตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจมีอัตราเติบโตในระดับคงที่ 20% ต่อปี
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองในประเทศไทยขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบบางส่วนในช่วงหน้าร้อนต่อบรรยากาศการใช้จ่าย แต่บริษัทยังเชื่อว่าแผนการตลาดและเป้าหมายของบริษัทจะสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะมียอดขาย 2 ใน 3 ของเป้าหมาย หรือมูลค่าประมาณ 330 ล้านบาท ด้วยการใช้งบประมาณกว่า 90% ในการทำตลาดในช่วงหน้าร้อน
ทั้งนี้ งบการตลาดกว่า 90% จะใช้ในการจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายช่วงหน้าร้อน พร้อมวางแผน 5 ปี จะมีส่วนแบ่งตลาด 10% ในตลาดแอร์และพัดลมที่มีมูลค่ารวม 2.5 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมาสินค้าของบริษัทไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
ซึ่งหลังจากบริษัททำแผนการตลาดทั้งหมดคาดว่าจะส่งผลให้กินส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งมีราคาที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น จากเดิมที่มีราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บาท ต่อเครื่องเป็น 1,000 บาทต่อเครื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้าและจำเริ่มเปิดตัวรับช่วงฤดูร้อนในปีนี้
สำหรับแผนงานในปีนี้บริษัทจะมุ่งเพิ่มจำนวนผู้แทนจำหน่าย อาทิ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและร้านติดตั้งแอร์ จาก 160 แห่ง เป็น 300-400 แห่งในปีนี้ รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด อาทิ โลตัส บิ๊กซี จากเดิมมีขายเฉพาะ โฮมโปร และ แม็คโคร ตั้งเป้าเพิ่มจุดขายเป็น 120 แห่ง
นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ปีนี้ ยังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุนขยายโรงงานผลิตที่ปัจจุบันมีการผลิต 1.52 หมื่นเครื่องต่อเดือน คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1520 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 หมื่นเครื่องต่อเดือน







