posttoday
ลดดอกเบี้ยฉุดกำไรแบงก์

ลดดอกเบี้ยฉุดกำไรแบงก์

13 มีนาคม 2557

นักวิเคราะห์คาด กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายฉุดส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์พาณิชย์ลง 0.036%

นักวิเคราะห์คาด กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายฉุดส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์พาณิชย์ลง 0.036%

อุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลง 0.25% ในรอบนี้ น่าจะมีผลกระทบให้ภาพรวมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ลดลงจาก 3.2% เหลือ 3.16% หรือลดลงราว 0.036% เนื่องจากคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดดอกเบี้ยช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ตอบสนองต่อนโยบายของทางการ ทำให้รายได้ดอกเบี้ยในระยะสั้นของธนาคารลดลง

ทั้งนี้ มองว่าธนาคารที่จะได้รับผลกระทบมาก คือ ธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ดอกเบี้ยที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวสูง อย่างไรก็ดี เชื่อว่าลักษณะการลดดอกเบี้ยจะลดเงินฝากมากกว่าเงินกู้เพื่อไม่ให้มีผลต่อสเปรดดอกเบี้ยมากนัก ขณะที่กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบน้อย คือ กลุ่มธนาคารที่ทำธุรกิจเช่าซื้อ เพราะจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง

“เรายังมองว่าในช่วงที่เหลือของปี กนง.ยังมีโอกาสจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก หากสัญญาณการฟื้นตัวจากภาคการส่งออกยังไม่เกิดขึ้นหรือปัญหาความรุนแรงทางการเมือง ดังนั้นกลุ่มธนาคารก็ยังมีโจทย์ในการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยเพื่อรักษาผลกำไร” อุษณีย์ กล่าว

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีสภาพคล่องที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะไม่แน่ใจในภาวะเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองว่าจะลากไปนานแค่ไหน ก็จำเป็นจะต้องเก็บสภาพคล่องไว้ก่อน

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะทำให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลง ทำให้ธนาคารจะต้องเก็บกำไรส่วนหนึ่งไว้รองรับหนี้เสีย บล.เคจีไอ มองสำรองที่ตั้งเพิ่ม สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง ประเมินปี 2556 เป็นปีที่กำไรดีปีสุดท้าย จากการสำรวจการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยมีการตั้งสำรองหนี้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสูงสุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ โดยในปี 2556 ธนาคารกรุงเทพ อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 214.2% เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ระดับ 206.9%

รองลงมา ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 อยู่ที่ 150.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ระดับ 144.8% อันดับ 3 ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 อยู่ที่ 141.7% ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 146.2%

ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ ธนาคารทหารไทย มีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 ที่ 140% เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 113% และอันดับ 5 ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย มีอัตราส่วนปี 2556 ที่ 150.8% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 144.8%

ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กันสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น จึงได้แบ่งกำไรส่วนหนึ่งสำรองไว้เผื่ออนาคตในกรณีที่เศรษฐกิจเกิดชะลอตัว แล้วทำให้โอกาสในการเกิดหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นอีแอล) เพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาเขาพยายามกันเผื่อเอาไว้ ถ้าดูในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา อัตราการสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของแบงก์พาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจเพราะเป็นช่วงที่แบงก์เองมีกำไรดี จึงสามารถแบ่งเงินกำไรส่วนหนึ่งมารองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยหลายๆ แบงก์เองก็ทำเช่นนี้ เพราะการกันสำรองเพิ่มในช่วงนี้ไม่กระทบต่อการจ่ายปันผลด้วย” อุษณีย์ กล่าว

ทั้งนี้ การสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรองที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผลประกอบการออกมาดี เพราะระดับการสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเป็นกันชนให้กับธนาคารพาณิชย์ในยามที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอลง ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายโดยยึดหลักอนุรักษนิยมน.ส.ศันสนา สุขะนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีการประชุมเพื่อหารือถึงการลดดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของกนง. โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาวิเคราะห์ภาวะตลาดรวมทั้งท่าทีของอุตสาหกรรมอีกระยะหนึ่งก่อนจะมีความชัดเจนออกมา

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน