
บัตรเทวดา
หลายท่านยังคงจำ โครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด หรือบัตรสำหรับคนที่มีฐานะร่ำรวย หรืออภิสิทธิ์ชน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา โดยทำการก่อตั้งบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ใช้ทุนดำเนินการสูงถึง 1,000 ล้านบาท เป็นองค์กรภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพื่อจำหน่ายบัตรสมาชิกที่มีลักษณะเป็นการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่บรรดานักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเดินทางเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกบัตรดังกล่าวในประเทศไทย
หลายท่านยังคงจำ โครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด หรือบัตรสำหรับคนที่มีฐานะร่ำรวย หรืออภิสิทธิ์ชน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา โดยทำการก่อตั้งบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ใช้ทุนดำเนินการสูงถึง 1,000 ล้านบาท เป็นองค์กรภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพื่อจำหน่ายบัตรสมาชิกที่มีลักษณะเป็นการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่บรรดานักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเดินทางเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกบัตรดังกล่าวในประเทศไทย
เดิมนั้นมีการกำหนดให้เสียค่าสมาชิกครั้งเดียวในราคาใบละ 1 ล้านบาท มีเป้าหมายที่จะหาสมาชิกให้ได้ 1 ล้านคน โดยคาดหมายว่าจะมีรายได้ถึงหนึ่งล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี
สิทธิประโยชน์ของบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด ในขณะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสิทธิประโยชน์ในการใช้บริการสปา ตรวจเช็กสุขภาพ และสนามกอล์ฟฟรีตลอดชีพ
นอกจากนั้น ยังมีสิทธิในการได้รับวีซ่าเข้าออกประเทศ ชนิดเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple entry visa) เป็นเวลา 5 ปี การผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทางโดยช่องผ่านด่วน (fast tract) ที่มีพนักงานสาวสวยยืนกล่าวต้อนรับ
ที่สำคัญคือการใช้คำพูดที่คลุมเครือว่า สมาชิกจะสามารถซื้อที่ดินในประเทศไทยเพื่อการอยู่อาศัยได้ถึง 10 ไร่ แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติเจ้าหน้าที่ก็จะยกข้ออ้างที่ว่า ต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางมาตราหรือกฎกระทรวงบางข้อเสียก่อน ทำให้ชาวต่างชาติเองเกิดความไม่เชื่อถือ
ต่อมาระหว่างปี 25522556 ได้มีการชะลอโครงการ เมื่อมีการกลับมาฟื้นฟูโครงการดังกล่าวขึ้นอีกครั้งในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมแรกเข้าเป็น 2 ล้านบาท มีระยะเวลาสูงสุด 20 ปี โดยในระหว่างที่เป็นสมาชิกจะเสียค่าธรรมเนียมรายปี ปีละ 2 หมื่นบาท มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ขึ้นใหม่ เช่น อนุญาตตรวจลงตรา (วีซ่า) เข้าประเทศไทยนาน 5 ปี ในแต่ละครั้งที่เข้ามาพำนักได้ 1 ปี จากเดิม 90 วัน เพื่อเป็นการรองรับกลุ่มที่เข้ามารักษาพยาบาล ให้สิทธิพิเศษในการนัดพบผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ
นับแต่มีการริเริ่มโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกถึงปัจจุบันประมาณ 2,540 ราย และเมื่อรัฐบาลปัจจุบันหยิบยกโครงการนี้มาปัดฝุ่นใหม่ ได้ตั้งเป้าว่าจะหาผู้สนใจเป็นสมาชิกเพิ่มอีกประมาณ 1,300 ราย แต่ผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ได้แถลงยอมรับว่า ต้องปรับลดเป้าหมายลงเหลือเพียง 100 ราย เนื่องจากนับแต่เริ่มดำเนินการแผนการตลาดใหม่ ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้มีผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกเพียง 10 รายเท่านั้น เพราะชาวต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
หากวัดระดับของความสำเร็จตามเป้าหมายตั้งแต่เริ่มดำเนินการถือได้ว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จน้อยมาก โดยเฉพาะจำนวนของสมาชิกที่ไม่เคยเป็นไปตามแผนหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้
สาเหตุสำคัญคงไม่ได้มาจากปัญหาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดของโครงการนี้เป็นแนวคิดที่มุ่งจะอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติอย่างมากจนเกินความจำเป็น เห็นได้จากสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับจากการติดต่อกับหน่วยงานราชการ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสมาชิกของบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด เป็นผู้ได้รับอภิสิทธิ์จากระบบราชการ
โดยทั่วไปแล้วชาวต่างชาติทุกคนควรที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเช่นเดียวกับคนไทย การอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติมากจนกลายเป็นบุคคลสำคัญเกินกว่าที่ควรจะเป็น มีแต่แนวความคิดเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ด้อยพัฒนาเท่านั้น หากต้องการจะให้นักลงทุนต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนหรืออยากอาศัยในประเทศไทย ก็ควรนำเอาสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศ เช่น ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นจุดขายที่แท้จริงและยั่งยืนมากกว่า
ประการสำคัญ หากดำเนินโครงการไปแล้วต้องประสบภาวะขาดทุนจนไม่มีโอกาสที่จะฟื้นกลับมา ก็ควรยกเลิกโครงการไปเสียดีกว่า







