
"สมพล" แนะกู้เงินแบงก์ใช้ข้าวค้ำประกัน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้รัฐบาลยืมเงินจากงบกลางในงบประมาณแผ่นดินปี 2557 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท มาจ่ายให้ชาวนา ที่นำข้าวมาจำนำก่อนวันที่ 9 ธ.ค. 2556 โดยมีเงื่อนไขจะต้องนำเงินมาคืนภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้
แต่เงินจำนวนนี้นับว่าเป็นเงินน้อยนิดหากเทียบกับวงเงินค้างจ่ายทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งระบายข้าวออกไปเพื่อให้ได้เงินกลับมาเร็วที่สุด แต่ทว่าการเร่งระบายข้าวยิ่งทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำมากยิ่งขึ้น
หากขายข้าวไม่ได้รัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมาใช้ แต่ก็จะไปเสี่ยงเข้าข่ายเป็นรัฐบาลรักษาการที่ขยับจะทำอะไรก็ผิดกฎหมายไปหมด หากก่อหนี้ผูกพันจะเข้าข่ายผิดตามมาตรา 191 (3) ทันที
สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และประธานกรรมการธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า มีวิธีการหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาโดยที่รัฐบาลทำได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ด้วยการใช้ข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์
“คำแนะนำของผมคือ รัฐบาลมีข้าวอยู่ในสต๊อกประมาณ 17-18 ล้านตัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ คัดแยกข้าวทั้งหมดออกมาเป็นเกรดเลยก็จะได้ข้าวใหม่ ข้าวที่ยังมีคุณภาพดี ข้าวที่ต้องปรับปรุงคุณภาพ และข้าวเสีย
หลังจากนั้นให้นำเอาข้าวใหม่และข้าวที่ยังมีคุณภาพดีมาขอเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ เปิดให้เจ้าหนี้จ้างเซอร์เวเยอร์คนกลางเข้าไปตรวจสอบข้าวที่จะนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อตกลงที่จะให้สินเชื่อ ข้าวที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะจัดเก็บในโกดังกลางหรือสถานที่กลาง ให้มีคนของเจ้าหนี้และลูกหนี้ดูแล การเคลื่อนย้ายข้าวเข้าและออก สำรวจสต๊อกข้าวทุกครั้งที่มีข้าวเข้าหรือออก ซึ่งมีธนาคารปล่อยกู้แน่ หากนำเอาข้าวคุณภาพดีมากู้ เนื่องจากสามารถขายได้แน่นอน” สมพล กล่าว
หลังจากได้เงินกู้มาแล้วก็รีบนำเงินนี้ไปชำระค่าข้าวให้ชาวนา และกรมการค้าต่างประเทศก็ทยอยขายข้าวออกไป ได้เงินจากการขายข้าวก็นำไปคืนให้เจ้าหนี้
“แน่นอนว่าเจ้าหนี้จะตีราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันต่ำ อาจจะมีผลขาดทุนจากดอกเบี้ยบ้าง ก็ดีกว่าจะอมข้าวเก็บไว้ ข้าวดีให้รีบขาย ข้าวไม่ดีก็ปรับปรุงคุณภาพระบายออกตามสภาพ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ ยิ่งนานวันข้าวดีจะกลายเป็นข้าวเสียไปหมด ยิ่งขาดทุนมากขึ้น” สมพล กล่าว
อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวนี้มีข้อดีตรงที่เป็นการกู้เงินโดยไม่ผิดกฎหมาย เห็นปริมาณข้าวว่ามีจำนวนเท่าไร สามารถตอบคำถามสาธารณชนได้ว่ามีจำนวนเท่าไร นอกจากนี้ จะเห็นคุณภาพข้าวอย่างชัดเจน สามารถประเมินความเสียหายจากโครงการนี้อย่างคร่าวๆ ได้
สิ่งที่อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และประธานธนาคารพาณิชย์แนะนำนี้ เป็นสิ่งที่อาจเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ หากรัฐบาลไม่ยินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลในโครงการรับจำนำข้าว เพราะอาจจะทำให้เห็นตัวเลขการขาดทุนที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจจะไม่ต้องการ
หากรัฐบาลยังเลือกที่จะกู้อย่างสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหรือดำเนินการอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ โอกาสที่จะขาดทุนจากข้าวเสียหายจะยิ่งสูงขึ้น และชาวนาเสียโอกาสที่จะได้เงินค่าข้าวเร็ว รัฐบาลก็จะต้องเผชิญกับการกดดันจากมวลชน กปปส. และชาวนาต่อไป







