
อเบอร์ดีนมองหุ้นไทยแกร่ง
บลจ.อเบอร์ดีน ยังเชียร์หุ้นไทย ชูปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ปันผลสูงในเอเชีย
บลจ.อเบอร์ดีน ยังเชียร์หุ้นไทย ชูปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ปันผลสูงในเอเชีย
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า บลจ.อเบอร์ดีน ยังเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยในปี 2557 นี้ หากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทยไม่เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
ขณะที่ภาคธุรกิจมีผลประกอบการดีมีกระแสเงินสดและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง แต่ก็เป็นไปตามการคาดการณ์จากการชะลอตัวของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม พบว่าแม้เศรษฐกิจ
หลังจากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคเมื่อกลางปี 2556 ก็มีทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3 แต่หลังจากนั้นการใช้จ่ายโดยรวมก็ต้องเลื่อนออกไป เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 มีแนวโน้มชะลอตัวอีกครั้ง หนี้ภาคครัวเรือนปรับตัวขึ้นและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง แต่ในบางอุตสาหกรรม เช่น การท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการส่งออก พิสูจน์ให้เห็นแรงหนุนทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีความหลากหลายและมีความยืดหยุ่น แม้ช่วงเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจจีนซบเซา
สำหรับการส่งออกในปีที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 0.2% โดยวัดจากมูลค่าการส่งออกที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ แต่ บลจ.อเบอร์ดีน ประมาณการว่าการส่งออกในปีนี้น่าจะเติบโตขึ้น 5% โดยได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนลง
ขณะที่ฐานะการเงินของประเทศไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างดีและยังไม่ได้รับผลกระทบในทางลบเหมือนกลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ได้รับจากการปรับลดปริมาณการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางของสหรัฐที่เริ่มต้นขึ้น เมื่อเดือน พ.ค.ปีที่ผ่านมา
“มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) เฉลี่ยอยู่ที่ 11.8 เท่า ประมาณการโดยบลูมเบิร์ก แม้ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวช้าและการปรับลดปริมาณการรับซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)”นายอดิเทพ กล่าว
พร้อมมองว่าปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ได้สะท้อนราคาหลักทรัพย์ไปแล้ว จากเงินทุนไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ส่งผลให้ต่างชาติลดการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรลงมาก จึงยังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานมากกว่าสภาพคล่องในระยะสั้นที่เข้ามาในตลาด ซึ่งหลายบริษัทเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ เนื่องจากมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมองว่ากำไรของบริษัทจะเติบโตได้จากการส่งออกในช่วงต่อไป







