
NPL อยู่หน้าประตู
จบไตรมาสแรก สัญญาณของเศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจนขึ้นทุกที ซึ่งการเมืองยังร้อนรุ่มและลากยาวนานกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด ผู้คนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนักธุรกิจ ประชาชน ต่างก็หวังว่า “จะจบลง” ในระยะเวลาไม่นาน บางคนก็คิดว่ากลางปีนี้จะจบ
จบไตรมาสแรก สัญญาณของเศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจนขึ้นทุกที ซึ่งการเมืองยังร้อนรุ่มและลากยาวนานกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด ผู้คนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนักธุรกิจ ประชาชน ต่างก็หวังว่า “จะจบลง” ในระยะเวลาไม่นาน บางคนก็คิดว่ากลางปีนี้จะจบ
แต่นักธุรกิจต่างก็ไม่แน่ใจเพราะจบปัญหาหนึ่ง อีกปัญหาหนึ่งก็จะตามมาต่อเนื่อง เช่น ถ้าเลือกตั้งแล้วตั้งรัฐบาลได้ก็ไม่จบ การประท้วงก็จะต่อเนื่อง ล้มรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญกัน ซึ่งหลายฝ่ายก็เตรียมตัวว่าถ้าจะยืดถึงปลายปีแล้วจะเป็นอย่างไร แต่ระหว่างนี้จนถึงกลางปีหรือปลายปีอะไรจะเกิดขึ้น ที่แน่นอนธุรกิจจะถูกกระทบแน่ๆ ใครไม่แข็งจริง แน่จริง ปัญหาเกิดแน่ เพราะความเชื่อมั่นในการลงทุน “ลดลงอย่างรวดเร็ว” ตามด้วย “ตลาดกำลังชะลอตัวและหดตัว”
ที่ชัดๆ ก็คือตลาดหดตัวอย่าง “รวดเร็ว” มาก การหดตัวอย่างเร็วนี้ก็จะเกิด Mini Crisis การปรับแผนธุรกิจจะต้องปรับและปรับอย่างรวดเร็ว ใครปรับไม่ทัน Crisis ก็จะถามหาแน่ ปัญหาด้านการบริหารก็จะชะงักลง ยิ่งระบบธนาคารยิ่งเข้มงวดมาก กระแสเงินสดยิ่งหดตัวเร็วลงอีก ดอกเบี้ยก็จะถามหา การเป็น “หนี้เสีย หรือ NPL” ก็เกิดขึ้น
ถ้าธุรกิจเป็น NPL มากขึ้น สถาบันการเงินธนาคารที่ปล่อยกู้ก็จะถูกธนาคารแห่งประเทศไทยเร่งรัดให้ “ส่งสำรองหนี้เสีย” ก็ยิ่งจะเข้มงวดขึ้นไปอีก
NPL ที่กำลังตามมาก็จะเกิดจริง เริ่มไตรมาสที่ 2 กลางปีนี้จะชัดขึ้นทุกที ซึ่งถ้าจะพิจารณาดูถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เงินมาก ต้องการการเงินที่คล่องตัวแล้วและตลาดหดตัวเร็ว รุนแรง “หนี้เสีย” ก็แน่นอนวัฏจักรความเลวร้ายและระบบโดมิโนก็จะเกิดขึ้น
การปรับแผนธุรกิจจะต้องเร่งให้เกิดขึ้นทุกบริษัทอย่างรวดเร็ว อย่าปล่อยให้เกิด NPL แล้วค่อยมาแก้ไข เพราะจะไม่ทันการ
ทุกบริษัทในตลาดหุ้นจะต้องมีกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่จะต้องจัดให้มีการจัดการบริหารด้านความเสี่ยง ก.ล.ต.มีหน้าที่จะต้องช่วย เร่งให้ทุกบริษัทต้องรับผิดชอบความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว และเสนอแผนความเสี่ยงเข้าสู่คณะกรรมการบริษัท (มหาชน) ก่อนไตรมาสที่ 2 ให้ได้เป็นขบวนการป้องกัน เป็น “Preventure Measure” มากกว่าจะปล่อยให้ต้องมาแก้ไข “Curing Measure” เพราะบริษัทมหาชนเป็นของทุกคน และหุ้นส่วนย่อยๆจะต้องดูแลเป็นพิเศษ ถ้าเป็นบริษัทครอบครัวก็ต้องปล่อย เพราะเป็นความรับผิดชอบเฉพาะหุ้นส่วน
หันมาดูอสังหาริมทรัพย์ ผู้เขียนได้เตือนไว้หลายครั้งหลายที่ว่า “ผู้ประกอบการขนาดกลางจะกระทบมากสุด” ส่วนใหญ่จะอยู่นอกตลาด
แต่ “M” ที่อยู่ในตลาดทุนที่ค้าขายประมาณ 300 ล้านบาท หรือผู้ที่อยู่ในตลาดหุ้นเล็ก “mai” ที่ต้องกู้จากระบบธนาคารจะถูกกระทบหนัก
ธนาคารที่ปล่อยกู้ก็จะต้องเริ่มป้องกันก่อนสาย ก่อนจะเป็น NPL จนต้องมีโปรแกรม เช่น ปรับแผนการเงินล่วงหน้า จัด Portfolio การเงินเสียใหม่ อย่ายอมให้กลุ่มบริษัทพวกนี้ยังสวนกระแสอยู่
กลุ่มบริษัททั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ที่เป็นนักเสี่ยงชอบสวนกระแส เห็น Crisis เป็นโอกาส ตามทฤษฎีของชาวตะวันตกที่รู้แต่จะโต แต่บริหารความเสี่ยงภาวะตกต่ำไม่เคยมีที่ไหนสอน มหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ Top 10 ไม่มีการสอนที่แน่ชัดในการบริหารขาลงเลย
ขณะนี้พวกเรากำลังถูก NPL เคาะประตู การจะสอนคงไม่ทัน แต่ควรจะเอาผู้รู้มาร่วมคิด เอาพวกที่เคยเลือดสาดเมื่อปี 2540 ต้มยำกุ้งมาช่วยคิด ทั้งฝ่ายการเงินและฝ่ายผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทมหาชนซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของด้วย การทะเลาะกันคงยังไม่เลิก แต่ขอให้เบาๆ หน่อย อย่าให้ถึงกับชีวิตเลย และสงสารประเทศไทยให้มากๆ
ลองคิดดูว่าเราอยู่ร่วมกันได้ โดยต่างคนต่างเก่ง “ไม่ใช่แยกดินแดน แต่ให้โอกาสแต่ละแห่งโตอย่างมีอิสระ” เช่น จีน มีหลายเมืองและเป็นเขตพิเศษ มาเลเซีย มีแต่ละมณฑล สหรัฐอเมริกา มี 50 กว่ารัฐต่างกันและรวมกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า United State of America / United Kingdom / United Arab โดยมีรัฐธรรมนูญอยู่ประเทศเดียวก็จะดี







