posttoday
ทองคำ:Safe Haven ในวิกฤตโอลิมปิก

ทองคำ:Safe Haven ในวิกฤตโอลิมปิก

12 พฤษภาคม 2553

 

 

...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

ภาวะการซื้อขายทองคำในตลาดโลกช่วงนี้นับว่าคึกคักมาก ราคาพุ่งขึ้นเกิน 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งการที่ค่าทองคำกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพราะนักลงทุนหันมาถือทองคำแทนเงินยูโรที่ด้อยค่าลงจากปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวในกรีซและอีกหลายประเทศในยูโรโซน ที่อาจลุกลามเป็น “วิกฤตโอลิมปิก” ที่เริ่มจากกรีซแล้วแผ่ขยายไปทั่วโลก

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเป็นเหตุผลเดียวกับเมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะทองคำนับเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง (Safe Haven) เป็นที่พึ่งพิงของนักลงทุนในช่วงที่ค่าเงินสกุลหลักด้อยค่าลง คราวนี้ต่างจากคราวที่แล้วตรงที่ปลายปีที่แล้วเป็นค่าดอลลาร์ที่ตกต่ำ คราวนี้เป็นเงินยูโรที่ร่วงลงจากวิกฤตหนี้สินของกรีซ

เนื่องจากกรีซเป็นประเทศในยูโรโซน ทำให้เกิดความวิตกว่าปัญหาของกรีซและประเทศในกลุ่ม PIIGS ซึ่งได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี และสเปน จะกดเงินยูโรซึ่งใช้กันใน 16 ประเทศให้ด้อยค่าลง โดยค่าเงินยูโรตกต่ำไปถึง 1.2 กว่าๆ ดอลลาร์ต่อยูโรจากค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4 ดอลลาร์ต่อยูโร ก่อนวิกฤตจะลุกลาม

ความตกต่ำของค่าเงินยูโรจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของยุโรป และเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าว่าจะ “ฟื้น” แต่อาจต้อง “ฟุบ” ไปเพราะปัญหาหนี้สินและสถาบันการเงิน ตลอดจนการด้อยค่าของเงินตามมาด้วยปัญหาด้านสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชน

แม้ล่าสุดสหภาพยูโรป (European Union หรือ EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ได้อนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินมูลค่า 1.1 แสนล้านยูโร เพื่อเข้าไป “อุ้ม” กรีซให้หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ตลอดจนอนุมัติจัดตั้งกองทุน 5.6 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อปกป้องค่าเงินยูโรให้มีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการด้อยค่าของเงินยูโรได้ ทำให้การลงทุนในทองคำก็ยังคงเป็นที่พึ่งของนักลงทุนในกรณีการด้อยค่าของเงินสกุลหลักไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์หรือยูโรที่เป็นปัญหาในขณะนี้

ระดับราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับค่าเงินยูโรที่ร่วงลง นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่เพราะการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงที่นิยมกันจะเป็นทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า นักลงทุนจะถอยจากดอลลาร์ไปซื้อทองคำแทน และในทางกลับกันเมื่อราคาทองตกต่ำ นักลงทุนก็จะเปลี่ยนไปถือดอลลาร์เช่นกัน ราคาทองคำจึงมักสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ ดังนั้นการแข็งค่าของทั้งดอลลาร์และทองคำในเวลาเดียวกันจึงไม่ค่อยปรากฏมาก่อน

เมื่อค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงจากสถานการณ์หนี้สินล้นพ้นตัวในประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่ใช้ยูโรเป็นเงินสกุลหลัก และอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้สมการราคาทองคำสำหรับปีนี้ แสดงผลในทิศทางที่สูงขึ้นเมื่อค่าดอลลาร์สูงขึ้นหรือเมื่อค่ายูโรอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สวนทางกับทิศทางของราคาทองโลกเมื่อเทียบกับค่าดอลลาร์ในปีที่แล้วและในปีก่อนๆ ที่มักจะเปลี่ยนมือระหว่างทองคำกับดอลลาร์เท่านั้น

นอกจากนี้ ความนิยมลงทุนในทองคำทำให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในแถบเอเชียขยับขยายโดยถือทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น นับเป็นอุปสงค์หรือความต้องการทองคำที่มั่นคง และสร้างแนวรับเมื่อราคาทองคำอ่อนค่า โดยจะมีแรงซื้ออย่างเหนียวแน่นเมื่อราคาทองคำต่ำลงใกล้เส้น 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจะมีแรงหนุนราคาทองคำให้ทะลุแนวต้านซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้ ซึ่งแนวต้านในขณะนี้อยู่ที่ 1,226 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของราคาทองคำเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ปีที่แล้ว

ดังนั้น แม้จะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาทองคำจะพุ่งขึ้นถึงระดับไหน แต่โอกาสที่ราคาทองคำจะอ่อนตัวต่ำกว่าระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นไปได้ยากมาก

หันมาดูตลาดซื้อขายทองคำในประเทศไทยซึ่งยังคงแข็งแกร่งและระดับราคาเพิ่มค่าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าเงินดอลลาร์หรือเงินยูโรแม้กระทั่งเงินบาทจะอ่อนตัวลง โดยราคาทองคำรูปพรรณของตลาดในประเทศเคยพุ่งทะลุ 1.9 หมื่นบาท เกือบถึง 2 หมื่นบาทต่อบาททองคำเมื่อทองคำโลกทำสถิติสูงสุดเมื่อปลายปีที่แล้วอันเนื่องมาจากดอลลาร์อ่อนค่า และทะยานขึ้นอีกครั้งคงระดับเหนือ 1.8 หมื่นบาทต่อบาททองคำในระยะนี้อันเนื่องมาจากการด้อยค่าของเงินยูโร

แสดงให้เห็นว่า ทองคำแสดงบทบาทของ Safe Haven อย่างคงเส้นคงวาไม่ว่าจะเทียบกับสินทรัพย์ใด ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นเช่นน้ำมัน หรือแม้แต่ระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่แม้จะด้อยค่าลง แต่ราคาทองคำก็ยังเพิ่มสูงขึ้นสร้างอัตราผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอแก่นักลงทุนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค