
AEC กับมาตราการด้านภาษี
การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เป็นวัตถุประสงค์หลักของการรวมตัวของสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะก่อให้เกิดการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างเสรี ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ให้ลดภาษีนำเข้าไว้ก่อน การเข้าสู่ AEC จะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ทำให้มีอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้าในย่านเศรษฐกิจอื่นมากขึ้น
การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เป็นวัตถุประสงค์หลักของการรวมตัวของสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะก่อให้เกิดการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างเสรี ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ให้ลดภาษีนำเข้าไว้ก่อน การเข้าสู่ AEC จะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ทำให้มีอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้าในย่านเศรษฐกิจอื่นมากขึ้น
อย่างไรก็ดี มาตรการทางด้านภาษีของ AEC ยังคงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการยกเลิกภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นภาษีที่เกี่ยวข้องโดยตรงเมื่อมีการเคลื่อนย้ายสินค้าจากประเทศสมาชิกหนึ่งไปยังอีกประเทศสมาชิกหนึ่ง ในส่วนของภาษีอากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนอกจากภาษีศุลกากร อันได้แก่ ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การจัดเก็บของกรมสรรพากรนั้นยังคงเป็นไปตามกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศสมาชิก แม้จะมีการเข้าร่วมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างไร เช่น หากประเทศสมาชิกเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย โดยไม่แตกต่างจากประเทศนอกอาเซียนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยแต่อย่างไร
ในปัจจุบันนี้มาตรการของกรมสรรพากรเพื่อรองรับการเข้าสู่ AEC เน้นไปในเรื่องของการบริหารการจัดการ ในแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับ AEC ของกรมสรรพากรที่เผยแพร่ใน website ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) ได้มีการเปิดเผยเป้าหมายและยุทธศาสตร์เพื่อรองรับ AEC โดยกำหนดเป้าหมาย (Goal) ไว้ว่า Integrated Tax Administration and Services toward One Community โดยยุทธศาสตร์ (Strategies) เน้นในเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกอาเซียน และการสร้างนวัตกรรมสำหรับการบริหารจัดการและการบริการในระดับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างความพร้อมของบุคลากรและองค์กร
จากเอกสารเผยแพร่ของกรมสรรพากร ในปีที่ผ่านมากรมสรรพากรได้มีการดำเนินการในเรื่องของการบริหารจัดการ ความพร้อมของบุคลากรและองค์กรแล้วส่วนหนึ่ง เช่น การเปิดให้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทางอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษได้ การร่วมลงนามกับประเทศมาเลเซียใน Memorandum of Understanding (MOU) เพื่อความร่วมมือด้านการอบรมเจ้าหน้าที่ การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระหว่างกัน รวมถึงการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การตรวจสอบ การกำหนดราคาโอน เป็นต้น
ด้วยเหตุที่ธุรกิจต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรของแต่ละประเทศสมาชิก จึงต้องศึกษาและเข้าใจภาษีอากรของแต่ละประเทศที่จะเข้าไปลงทุน รวมถึงประเด็นภาษีที่เกิดจากรายการข้ามชาติต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อภาษีศุลกากรได้ถูกยกเลิกไปก็จะเป็นการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้าในอาเซียน แต่ยังมีประเด็นภาษีอื่นที่ต้องพิจารณา เช่น ประเด็นราคาโอน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องของราคาโอน ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องดังกล่าว มีแต่เพียงคำสั่งกรมสรรพากรที่เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ประเด็นที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากกรมสรรพากรมาเลเซียเห็นว่าสินค้าส่งมาจากไทยด้วยราคาที่สูง อาจมีคำถามว่ามีการวางแผนเพื่อเก็บกำไรไว้ในประเทศไทยหรือไม่ เพราะอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยต่ำกว่าของมาเลเซีย
อีกตัวอย่างหนึ่งในเรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ การเข้าสู่ AEC ประเทศสมาชิกอาจจะมีการออกมาตรการที่ลดอุปสรรคด้านการเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิก เช่น การแก้ไขกฎระเบียบให้แรงงานฝีมือในประเทศสมาชิกสามารถเข้ามาประกอบวิชาชีพที่เคยต้องห้ามสำหรับต่างชาติ ผลที่ตามมาก็คือ ภาระภาษีเงินได้ของบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเช่นกันเพราะกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศอาจทำให้พนักงานที่ส่งจากประเทศสมาชิกหนึ่งไปทำงานในอีกประเทศสมาชิกหนึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้อนุสัญญาภาษีซ้อนอาจช่วยบรรเทาภาระภาษีซ้ำซ้อนได้ ในประเด็นที่ยกตัวอย่างนี้ผู้เขียนจะนำเสนอรายละเอียดในโอกาสต่อไป







