
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่แต่งเสริมเพิ่มหล่อทรงสมรรถนะ
ขยับขยายปรับโฉมใหม่กันอีกรุ่นแล้ว สำหรับ“มิตซูบิชิ” ที่ล่าสุดได้แนะนำ “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2014 ครั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้เดินทางทดสอบไปกับเจ้า “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” บนเส้นทางกรุงเทพฯเพชรบูรณ์ ด้วยระยะทางรวมกว่า 800 กม. สำหรับคันที่ได้ลองขับ คือ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (2.5 GT)
ขยับขยายปรับโฉมใหม่กันอีกรุ่นแล้ว สำหรับ“มิตซูบิชิ” ที่ล่าสุดได้แนะนำ “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2014 ครั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้เดินทางทดสอบไปกับเจ้า “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” บนเส้นทางกรุงเทพฯเพชรบูรณ์ ด้วยระยะทางรวมกว่า 800 กม. สำหรับคันที่ได้ลองขับ คือ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (2.5 GT)
“มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ได้รับการออกแบบภายนอกให้มีความสปอร์ตหรูหราและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่กระจังหน้าแบบโครเมียมและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ พร้อมไฟเลี้ยวและกรอบไฟเลี้ยวท้ายรถแบบเลนส์ใส ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว
ขณะที่ภายในได้มีการตกแต่งเพิ่มเติมด้วยลายคาร์บอนพรินต์ที่บริเวณคอนโซลกลางและแผงประตู พร้อมเบาะคู่หน้าปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง อีกทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่มาพร้อมช่องปรับอากาศที่เบาะที่นั่งแถว 2 และ 3 เย็นทั่วถึงดี
ส่วนอีกจุดหนึ่งที่ถือได้ว่าถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้คือระบบความบันเทิงที่จัดเต็มอัพเกรดขึ้นมาด้วยเครื่องเสียงแบบ 2 Din ที่เป็นจอภาพระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อได้ทุกชนิดตั้งแต่ วิทยุ, DVD, CD, MP3, USB, SD Card, Flash Drive, บลูทูธ และโทรศัพท์ตระกูล “i” ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และยังมีระบบนำทางแบบ 3 มิติที่สามารถแสดงข่าวการจราจรซึ่งแม่นและละเอียดมากๆ ทั้งยังเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกขณะถอยจอดด้วยกล้องมองหลังที่มาพร้อมกับเส้นกะระยะ ทำให้เรื่องถอยจอดกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
ยังไม่หมดกับระบบความบันเทิงที่เรียกได้ว่าเป็นโรงหน้าเคลื่อนที่เลยก็ไม่ปานกับ Roof Monitor จอภาพแบบ Wide Screen ขนาด 10.2 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง อีกทั้งระบบ Mitsubishi Power Sound System ที่จัดเต็มขับพลังเสียงด้วย เพาเวอร์แอมป์ 420 วัตต์ พร้อมลำโพง 8 ตัว เพิ่มความกระหึ่ม รอบทิศทาง เต็มอารมณ์ความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง
ด้านเครื่องยนต์ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร วีจีเทอร์โบ DID ไฮเปอร์ คอมมอนเรล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,8003,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS II พร้อม Sportronic ซึ่งสามารถจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับ เพื่อให้ตอบสนองตามลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล อีกทั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift)
ขณะที่สมรรถนะเครื่องยนต์ต้องชมเรื่องอัตราการตอบสนองของคันเร่งและการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์คงจะหาที่ติได้ยาก สบายใจได้ทุกย่านความเร็ว ไม่ว่าจะจังหวะเร่งแซง จังหวะความเร็วต่ำ หรือจังหวะออกตัวก็ตาม ขนาดที่ว่าด้วยระยะทาง 800 กม. ที่ต้องเจอในสภาพการจราจรที่ไม่ซ้ำแบบ ความเหนื่อยในการขับขี่แทบจะไม่มีให้เห็น เพราะความสนุกสนานในการขับขี่สัมผัสได้ชนิดที่อยากให้ทุกท่านได้ลองด้วยตัวเองจริงๆ
สอดคล้องกับช่วงล่างที่ถึงแม้จะเป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง หรือเอสยูวีที่ยกสูงพร้อมลุยทุกสถานการณ์ แต่เมื่อถึงจังหวะมุดซ้ายป่ายขวาทำความเร็วเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงปริมาณรถที่หนาแน่นช่วงขาเข้ากรุงเทพฯ นับได้ว่าเป็นช่วงล่างที่กระชับ กระฉับกระเฉง เกาะถนนและทรงตัวดี ซับแรงกระแทก คงต้องให้คำจำกัดความของช่วงล่างว่า “เหนียว แน่น นุ่ม หนึบ” จริงๆ
อีกทั้งยังอุ่นใจด้วยระบบความปลอดภัยที่ล้ำไปอีกขั้นด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ที่ทำงานร่วมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรีการลื่นไถล (ATC) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเรียกว่า ASTC เพื่อป้องกันการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง และไม่ให้สูญเสียการยึดเกาะถนนในภาวะที่รถเสียสมดุล รวมถึงระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) เพิ่มความมั่นใจได้ดีเลยทีเดียว
พร้อมกันนี้ยังได้แนะนำสีใหม่กับ “สีเทาไทเทเนียม” ซึ่งด้วยความลงตัวยิ่งขึ้นกับการ “แต่งเสริม เพิ่มหล่อ” ขึ้นมาด้วยราคาค่าตัวที่ 1.39 ล้านบาทเท่านั้น







