
ตลาดตราสารหนี้ซึมต่างชาติลดถือครอง
สุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในภาพรวมต้นปี 2557 ตั้งแต่เดือน ม.ค.13 ก.พ. พบว่า นักลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยลดลงเหลือประมาณ 7 แสนล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2556 ที่มีประมาณ 8 แสนกว่าล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ของมูลค่าตลาดรวม ลดลง 3% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการไหลออกในตราสารหนี้ระยะสั้น ตั้งแต่มีข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดมาตรการคิวอีในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย.ปีที่ผ่านมา
สุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในภาพรวมต้นปี 2557 ตั้งแต่เดือน ม.ค.13 ก.พ. พบว่า นักลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยลดลงเหลือประมาณ 7 แสนล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2556 ที่มีประมาณ 8 แสนกว่าล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ของมูลค่าตลาดรวม ลดลง 3% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการไหลออกในตราสารหนี้ระยะสั้น ตั้งแต่มีข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดมาตรการคิวอีในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย.ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี หากดูยอดขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ ตั้งแต่ต้นปีนี้ถึง 13 ก.พ. พบว่า มียอดขายสุทธิ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ตราสารหนี้ระยะยาวขายสุทธิ 2.7 หมื่นล้านบาท ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้น มียอดซื้อสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท สาเหตุที่มีการขายสุทธิโดยรวมมาจากการปรับกลยุทธ์การลงทุนตามปกติ และส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลจากความกังวลในสถานการณ์การเมือง ที่เริ่มมีเหตุรุนแรงมากขึ้นด้วย
“แต่เท่าที่ดูข้อมูลการซื้อขายล่าสุดในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ กลับพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อ ตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ตั้งแต่ต้นปีมา นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะขายตราสารหนี้ระยะยาว 2.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่สัปดาห์ก่อนกลับพบว่า มีการเข้าซื้อเพื่อลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว 2,500 ล้านบาท ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นเข้าซื้อ 1,600 ล้านบาท
นั่นแปลว่า นักลงทุนต่างชาติยังสนใจลงทุนในไทยอยู่ แต่ปรับมาถือลงทุนสั้นลงแทน เพราะในภาพรวมไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี ดูดีกว่าอินโดนีเซีย เพราะไทยไม่ได้มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ไทยมีปัญหาการเมือง” สุชาติ กล่าว
สุชาติ กล่าวอีกว่า การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้เป็นการถือลงทุนของนักลงทุนสถาบันและ นักลงทุนในประเทศเป็นสำคัญ โดยในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ยังมีธุรกรรมการซื้อขายโดยตลอด แต่ปริมาณการซื้อขายจะไม่คึกคักเท่าเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ช่วงนี้อัตราผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ไทย (Yield Curve) ในภาพรวมปรับลดลงประมาณ 1% เช่น อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปี ปรับลดลงประมาณ 0.10.2% พันธบัตรอายุ 3 ปี ปรับลดลงประมาณ 0.40.5% พันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับลดลง 0.50.7% เป็นต้น
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ระบุว่า การลดคิวอีของธนาคารสหรัฐ ยังส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยพบว่า ตั้งแต่กลางปี 2556 ที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณว่าจะปรับลดคิวอี ส่งผลให้ปีที่ผ่านมาการให้กู้ระหว่างธนาคาร หรืออินเตอร์แบงก์ของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ มีสัดส่วนลดลงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ทำให้แหล่งเงินทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยถูกจำกัดลง และอาจส่งผลกระทบถึงสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทย
แต่หากนำแนวโน้มของเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ส่งผลให้สินเชื่อยังขยายตัวได้ แม้จะเผชิญกับการชะลอการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน จะพบว่า ยังต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องในระดับที่เหมาะสมเพื่อสร้างเสถียรภาพของระบบธนาคารไทย







