
สตาร์สไมโครฯโตแรงได้ใจกำไรสุทธิพุ่ง 410%
สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โตสูงสุด ยังคงเติบโตอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ไตรมาสนี้โชว์ กำไรสุทธิ 102.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 410% สูงสุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โตสูงสุด ยังคงเติบโตอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ไตรมาสนี้โชว์ กำไรสุทธิ 102.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 410% สูงสุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรรายเดียวของประเทศที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปีนี้ เปิดเผยว่าบริษัทสามารถสร้างผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2553 ได้ถึง 102,256,918 บาทซึ่ง เป็นการเพิ่มขึ้น 410% สูงสุดเป็นประวัติการของบริษัท จากกำไรสุทธิ 19,538,721 บาทในไตรมาส 1 ปี 2552 ในขณะที่รายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้น 69% เป็น 3,688,730,748 บาท จากรายได้รวม 2,180,743,504 บาทในช่วงเดียวกันของปี 2552 และหากเมื่อเทียบกันไตรมาส 4 ปี 2552 บริษัทยังมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 31% จากกำไรสุทธิ 78,203,563 บาทในไตรมาส 4 ปี 2552 และรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.60% จาก 3,595,864,301 บาทในไตรมาสปีที่แล้ว
“เราภูมิใจที่สามารถสร้างผลกำไรสุทธิให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกันโดยการที่กำไรสุทธิไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นกว่า 410% และยังสามารถเพิ่มอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ได้ถึง 311% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วนั้น (และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2552) เป็นการยืนยันว่ากลยุทธ์ Hi-Tech Hi-Growth Hi Profits ของบริษัทประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และยิ่งขณะนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกได้กลับเข้าสู่ช่วงเติบโตรอบใหม่ และคาดว่าจะขยายตัวติดต่อกัน 4-5 ปี
“ดังนั้นบริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการสำหรับปี 2553 นี้ เพิ่มขึ้นสูงกว่าเดิมจากที่คาดว่าจะเติบโต 40% เป็นเติบโตกว่า 60% จากปี 2552 (ซึ่งมีกำไรสุทธิ 267 ล้านบาท-เติบโตถึง 33% จากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551) เนื่องจากทั้งรายได้รวมและกำไรสุทธิมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าและต่อเนื่อง จากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 กลุ่มคือ 1. ชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (MMA หรือ Microelectronics Module Assembly) และ 2. ไอซีชิพหรือแผงวงจรไฟฟ้ารวม (IC หรือ Integrated Circuit) โดยมี ผลิตภัณฑ์หลักที่เติบโตสูงสุดได้แก่ 1. ระบบทัช สกรีนสำหรับสมาร์ทโฟน 2. ‘เซ็นเซอร์อัจฉริยะวัดระดับลมยาง’ TPMS หรือ Tire Pressure Monitoring System 3. ชิ้นส่วนฮาร์ดดิสค์ขนาด 3.5” ซึ่ง SMT จะได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Prime Source (หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนรายหลักของอุตสาหกรรมโลก) ให้กับทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์โดยลูกค้าหลักของบริษัทฯ เป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 ของโลก และแบรนด์ระดับโลกอื่นๆอีกหลายแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตอย่างสูงและต่อเนื่องทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป โดยเฉพาะในเอเซียมีการเติบโตสูงมากเช่นกัน”
สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ได้ขยายกำลังการผลิตทั้ง สายงานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (MMA) และวงจรไฟฟ้ารวม (IC) เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้เป็น 100,000,000 ชิ้นต่อปี และ 1,200,000,000 ชิ้นต่อปีตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30.% และ 70% จากปีที่แล้ว ด้วยงบลงทุนทั้งหมดกว่า 400 ล้านบาทในปีนี้ โดยใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงาน โดยขณะนี้บริษัทกำลังมุ่งผลิตทั้งชิ้นส่วน IC หรือแผงวงจรไฟฟ้ารวมและ ระบบทัชสกรีนของสมาร์ทโฟน สำหรับลูกค้าหลักแบรนด์อันดับ 1 ของโลก ที่มีปริมาณออเดอร์เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ขณะเดียวกันบริษัทฯก็ได้เริ่มผลิตชิ้นส่วนระดับอุตสาหกรรม (Mass Production) สำหรับลูกค้าสมาร์ทโฟนระดับโลกรายใหม่ แบรนด์ญี่ปุ่น-ยุโรป หลังจากประสบผลสำเร็จจากผลิตขั้นต้นไปแล้ว ซึ่งในตลาดโลกขณะนี้มีความต้องการสมาร์ทโฟนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างสูงและต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนจะเพิ่มเป็น 500 ล้านเครื่องภายในปี 2555* โดย SMT ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตระดับ Prime Source ของโลกจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากบริษัทฯ มีเทคโนโลยีของตนเองที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากการพัฒนามากว่า 4 ปี
นายพลศักดิ์ กล่าวเสริมว่า “SMT มีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างสูง โดยมีอัตราผลตอบแทนในส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในไตรมาส1 ที่คาดว่าสูงที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คือ 23.50% (เพิ่มขึ้นจาก 15.72%ในปี 2552) ให้อัตราเงินปันผลประมาณ 4.72% โดยมีกำหนดจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังอีก 15 สตางค์ต่อหุ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ปัจจุบัน SMT มีอัตราส่วนหนี้สินที่เสียดอกเบี้ยต่อทุน (Net Gearing Ratio) ลดลงเหลือเพียง 0.58 เท่าจากเดิม 1.1 เท่าและมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E RATIO) ลดลงเหลือเพียง 1.45 เท่า จากเดิม 2.84 เท่า และมีวงเงินกู้ระยะสั้นที่ยังไม่ได้เรียกใช้กว่า 2,000 ล้านบาท







