posttoday
เร่งพัฒนาโลจิสติกส์ไทยหวั่นเอสเอ็มอีเจ๊ง

เร่งพัฒนาโลจิสติกส์ไทยหวั่นเอสเอ็มอีเจ๊ง

11 พฤษภาคม 2553

เปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์ในอาเซียนหวั่นเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการลง 20-30% ถ้าไม่เร่งพัฒนา เหตุธุรกิจไทยไม่เข้มแข็งยังเสียเปรียบสิงคโปร์ และมาเลเซียอยู่มาก

เปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์ในอาเซียนหวั่นเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการลง 20-30% ถ้าไม่เร่งพัฒนา เหตุธุรกิจไทยไม่เข้มแข็งยังเสียเปรียบสิงคโปร์ และมาเลเซียอยู่มาก

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งทางบกไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า ผลกระทบจากการการเปิดเสรีบริการสาขาโลจิสติกส์ในปี 2553-2554 ที่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้กับบุคคล นิติบุคคลที่มีสัญชาติอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้อย่างน้อย 51% และในปี 2555-2556 อย่างน้อย 70% จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางบกที่เป็นบริษัทไทยให้มีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 20-30% ภายใน 3 ปี ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

ทั้งนี้ เนื่องจากศักยภาพของธุรกิจในสาขาดังกล่าวของไทยยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอยู่ โดยเฉพาะสิงคโปร์ และมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ซึ่งเมื่อเปรียบกันแล้วส่วนใหญ่ไทยยังเสียเปรียบด้านแรงงาน ที่มีความสามารถทางภาษาน้อยกว่า  ยังใช้เทคโนโลยีได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นต้น ในส่วนของบุคลากรผู้บริหาร ไทยยังมีวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้อยกว่า ความสามารถและเครือข่ายของผู้บริหารก็น้อยกว่า

ด้านการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเป็นรายเล็ก ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการที่มีเจ้าของเป็นคนไทยมีน้อยและมีการแข่งขันสูง ขณะที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาในระบบขนส่งทางบกยังมีไม่มาก รวมทั้งการดำเนินนโยบายของภาครัฐยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นต้น

“ถ้าไทยไม่เร่งพัฒนาในอีก 3-4 ปี ก็มีโอกาสโดนเวียดนามแซงได้ แม้ว่าตอนนี้เวียดนามจะยังตามไทยอยู่ แต่เวียดนามก็เร่งพัฒนาขึ้นมาเช่นเดียวกัน” นายอัทธิ์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มที่ไทยจะไปลงทุนในอาเซียน ในช่วง 3-5 ปี คาดว่านักธุรกิจไทยจะไปลงทุนในต่างประเทศไม่มากนัก หรือคิดเป็นประมาณ 10% เท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาด้านภาษา การมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับต่างชาติ และธุรกิจไทยยังไม่มีความเข้มแข็ง มีแต่ปริมาณมากเท่านั้น

ขณะที่การเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นไม่มากนักเช่นเดียวกัน หรือคิดเป็นประมาณ 10-15% เพราะก่อนที่จะมีการเปิดเสรีต่างชาติก็ได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้อยู่แล้วแต่ไม่เป็นการเปิดเผย โดยสิงคโปร์มีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการบริหารจัดการ หรือเป็นคนกลางมากกว่าลงทุนซื้อรถรับส่งสินค้า เนื่องจากมีประสบการณ์มากกกว่าและลงทุนน้อยกว่า ส่วนมาเลเซีย จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ลักษณะการลงทุนจะแตกต่างกันตามขนาดของบริษัทผู้ลงทุน โดยบริษัทใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบซื้อกิจการทั้งหมด ขณะที่บริษัทเอสเอ็มอีจะมีการลงทุนแบบร่วมหุ้น ซึ่งบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยคนไทยจะลดลง โดยเปลี่ยนไปร่วมทุนกับต่างชาติมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและเอกชนต้องเร่งดำเนินการ คือ ภาครัฐต้องสร้างความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของ (เออีซี) ให้ผู้ประกอบการทราบอย่างทั่วถึง ภาคเอกชนควรรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของไทยให้มากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งรัฐต้องเร่งสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมตัว โดยการให้ผลประโยชน์ต่างๆ เช่น ภาษี สิทธิพิเศษ เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค